หลักการและเหตุผล

ในปี 2549 นี้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับโรงเรียน กล่าวคือ มีการติดตั้งคอมพิวเตอร์พร้อมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในโรงเรียนของรัฐกว่า 30,000 โรงเรียนทั่วประเทศ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นโอกาสอันใหญ่หลวง ในการเปิดโลกการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น
หากแต่ว่าในขณะเดียวกันนั้นปัญหาอันตรายจากภัยทางอินเทอร์เน็ต ก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากด้วยเช่นกัน จากการสำรวจโดยความร่วมมือของเอแบคโพลล์และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อช่วงต้นปีพบว่าเด็กกรุงเทพฯอายุ 15 ถึง 24 ปีนั้น ราว 60% เคยเห็นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมทั้งเว็บไซต์ประเภทลามกอนาจารและส่งเสริมความรุนแรง อีกราว 70% นิยมใช้บริการห้องสนทนาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรือที่เรียกกันว่า “แชทรูม” ซึ่งนำไปสู่การนัดพบกันจริงๆถึงราว 30% แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงอันเกิดจากลักษณะพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของเยาวชนนั้นมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ ผลสำรวจที่ได้นี้มีลักษณะเป็นไปในทางเดียวกันกับที่พบในประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง, สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่นซึ่งกำลังประสพปัญหารุนแรงอาทิเช่น การล่อลวง, ข่มขืน หรือนัดกันไปฆ่าตัวตายผ่านเว็บไซต์
ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยการป้องกันหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีการผลักดันให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ ในระบบอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นพื้นฐานของ การสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เด็กและเยาวชนที่สนใจแสวงหาความรู้ สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆที่ตนเองสนใจได้โดยสะดวก แต่ปัจจุบันองค์ความรู้ต่างๆเป็นภาคภาษาไทยในอินเทอร์เน็ตนั้นยังมีอยู่น้อยมาก เมื่อเด็กและเยาวชนต้องการสืบค้นข้อมูลในระบบจึงไม่สามารถเสาะหาความรู้ตามความสนใจได้ดังเช่นในต่างประเทศ ทั้งนี้เป็นเพราะในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักนั้น เยาวชนสามารถค้นคว้าหาความรู้ผ่านเครื่องมือต่างๆในอินเทอร์เน็ตได้เพราะมีฐานความรู้กระจัดกระจายอยู่มากมาย ดังนั้นปัญหาการขาดเนื้อหาความรู้ในภาษาไทยในระบบอินเทอร์เน็ตนั้นจึงเป็นปัญหาที่สำคัญมากเพราะ นอกจากจะทำให้การเรียนรู้ของเด็กไทยไม่สามารถทัดเทียมนานาประเทศได้แล้ว ยังทำให้เด็กไทยไม่มีช่องทางในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์อีกด้วย
นอกเหนือจากการเรียนรู้ของเยาวชนแล้วนั้น แท้จริงการเรียนรู้ของประชาชนทุกเหล่าก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศชาติ การแลกเปลี่ยนความรู้ของผู้รู้และผู้ใฝ่รู้ในประเทศไทยนั้น ยังสามารถจะพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่องหากมีการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมืออย่างสร้างสรรค์ ดังเช่นที่เกิดในต่างประเทศ ซึ่งผู้มีความรู้ในทุกๆสาขาวิชาล้วนต่างให้ข้อมูลความรู้ของตนไว้ในระบบอินเทอร์เน็ตโดยผ่านเว็บไซต์ของตนเอง และเว็บไซต์ศูนย์รวมความรู้ต่างๆที่มีอยู่ทั่วไป ในประเทศไทยเองนั้นพื้นที่การเรียนรู้นี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หากได้รับการส่งเสริมพัฒนาแล้วย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้อย่างแน่นอน
ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ร่วมกับ สสส. และภาคี จึงมีแนวคิดที่จะเปิดโอกาสให้คนไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงความรู้ที่เหมาะสมได้ผ่านสื่อ ICT โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีวิธีการพื้นฐานคือ การร่วมพัฒนาฐานความรู้ซึ่งเยาวชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้สามารถบริจาคความรู้ของตนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชาวไทย ถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสเฉลิมฉลองพระชนม์มายุครบ 80 พรรษา และยังเป็นการสนองพระราชประสงค์ในด้านการสนับสนุนการเรียนรู้ของประชาชนโดยเฉพาะในหมู่เยาวชน ดังพระบรมราโชวาทที่ว่า "เด็กควรได้เรียนความรู้ ควรได้เรียนความดี และควรได้เรียนวิธีทำงานได้" อีกด้วย
ภาพรวมและขอบเขตของโครงการ
"โครงการคลังปัญญาไทย""โครงการคลังปัญญาไทย" เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายในการสร้างและพัฒนาแหล่งความรู้ขนาดใหญ่ของคนไทย โดยอาศัยอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการเข้าถึงประชาชน โดยอาศัยนวัตกรรมใหม่ภายใต้แนวคิด "เว็บ 2.0" ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีแหล่งศึกษา และเข้ามามีส่วนร่วมแบ่งปันข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ อย่างอิสระ ผ่านทางเว็บไซต์ “www.panyathai.or.th” พร้อมทั้งผสมผสานแนวคิด“ชีวาภิวัตน์” หรือการแผ่ขยายความรู้ในทุก ๆ ด้านของชีวิต เพื่อให้คนไทยมีความรู้อย่างพอเพียง ที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง มีเหตุผล มีสติสัมปชัญญะ ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และมีเป้าหมาย
ประเภทของการนำเสนอข้อมูล
"โครงการคลังปัญญาไทย" ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาแหล่งความรู้ขนาดใหญ่โดยอาศัยสื่ออินเทอร์เน็ต เนื่องจากเป็นสื่อที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ในขณะเดียวกันก็ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลความถูกต้องของข้อมูล โดยแบ่งข้อมูลออกเป็นสองส่วนหลัก คือ
คลังสะสมองค์ความรู้
คลังสะสมองค์ความรู้ เป็นข้อมูลองค์ความรู้จากแหล่งที่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์จากผู้ให้ข้อมูลมาในระดับหนึ่งแล้ว อาทิ บทความ บทความเชิงวิชาการ ตำราเรียนเก่า วิทยานิพนธ์ สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ รวมถึงสารานุกรม บทความจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ ผู้เขียนหรือหน่วยงานที่ส่งบทความเข้าร่วมจะได้รับการประกาศชื่อและประวัติเพื่อเป็นเกียรติ และแสดงความขอบคุณ ในฐานะผู้ให้ความรู้กลับคืนสู่สังคม
สารานุกรมต่อยอด (Wiki)
สารานุกรมต่อยอด เกิดขึ้นจากแนวคิดของ Wikipedia ในต่างประเทศ ที่อนุญาตให้เปิดหัวข้อให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาปรับปรุงแก้ไข หรือเพิ่มเติมความรู้ใหม่ ๆ เองได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาให้ข้อมูล สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเองได้ เพื่อให้แหล่งข้อมูลนี้ สามารถขยายตัวได้เร็ว อีกทั้งยังมีเนื้อหาที่กว้างขวาง หลากหลายและมีคุณภาพ โดยการเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในความรู้สาขาต่างๆในเชิงสร้างสรรค์
ขอบเขตของข้อมูล
ข้อมูลที่โครงการคลังปัญญามีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนในขั้นต้นนั้น ยังสามารถกำหนดขอบเขตได้เป็นสามลักษณะ กล่าวคือ
- ข้อมูลประเภทสหวิทยาการ การแบ่งข้อมูลเป็นหมวดหมู่ตามหลักวิชาการต่างๆ เพื่อเปิดให้เด็กและเยาวชนศึกษาค้นคว้าได้ตามความสนใจ
- ข้อมูลประเภทสนับสนุนและส่งเสริมการทำความดี การนำเสนอข้อมูลประเภทที่ช่วยให้เกิดจิตสำนึกอันดีต่อสังคม ส่งเสริมให้เกิดการกระทำความดี สร้างจิตสาธารณะ และหิริโอตัปปะให้กับเด็กและเยาวชน
- ข้อมูลประเภทสนับสนุนและส่งเสริมการต่อยอดทางความคิด การนำเสนอข้อมูลเชิงคำถาม-คำตอบ และข้อมูลที่กระตุ้นให้เกิดการคิด ส่งเสริมการต่อยอดองค์ความรู้ตามจินตนาการ สนับสนุนแนวคิด “ชีวาภิวัตน์” และช่วยพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning)
จากแนวคิดและนวัตกรรมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คณะกรรมการบริหารโครงการคลังปัญญาไทยจึงได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นที่ปรึกษาโครงการ รวมทั้งดร. ครรชิต มาลัยวงศ์ ราชบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ดำรงตำแหน่งประธานโครงการ ตลอดจนการได้รับความร่วมมือจากภาคีหลักอื่น ๆ อีกมาก อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เป็นต้น
ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ที่สังคมกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลข่าวสาร ที่แปรเปลี่ยนเป็นองค์ความรู้ได้แทบทุกวินาที องค์ความรู้เดิมที่มีอยู่ต่างถูกนำไปต่อยอดเพื่อรังสรรค์นวัตกรรมทางความคิด อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ
ประเทศไทยนั้นแม้จะมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีจิตสาธารณะที่จะเผยแพร่และต่อยอดความรู้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก หากแต่ยังขาดแหล่งรวบรวมความรู้ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเป็นสาธารณะ “โครงการคลังปัญญาไทย” จึงถือกำเนิดขึ้น ภายใต้แนวคิดที่ว่า “การแบ่งปันความรู้จากคนคนหนึ่งสู่สังคม จะช่วยให้คนในสังคมนั้น ๆ ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ เมื่อได้รู้ก็ฉลาดขึ้น พัฒนาตนเองได้มากขึ้น ส่งผลถึงการพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศชาติ เมื่อประเทศชาติพัฒนาก้าวหน้าขึ้น ก็ส่งผลย้อนกลับทำให้องค์กรต่าง ๆ ที่อยู่ในชาตินั้นเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก และส่งผลใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในองค์กรนั้นยิ่งดีขึ้นตามลำดับ” ทั้งนี้เรามีจุดมุ่งหมายที่จะขยายจากโครงการเป็น “มูลนิธิคลังปัญญาไทย” ภายในปีพุทธศักราช 2550 เพื่อยังประโยชน์และรังสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความรู้สืบไป












