Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
ไหม คือ เส้นใยที่พ่นออกมาจากปากของตัวหนอนไหมที่โตเต็มวัย เพื่อมาห่อหุ้มตัว ป้องกันศัตรูทางธรรมชาติในขณะที่หนอนไหมลอกคราบจากหนอนไหมเป็นตัวดักแด้ และไม่สามารถเคลื่อนที่ได้
สารบัญ |
[แก้ไข] ไหมคืออะไร
ไหม คือ เส้นใยที่พ่นออกมาจากปากของตัวหนอนไหมที่โตเต็มวัย เพื่อมาห่อหุ้มตัว ป้องกันศัตรูทางธรรมชาติในขณะที่หนอนไหมลอกคราบจากหนอนไหมเป็นตัวดักแด้ และไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ หนอนไหมเป็นแมลงชนิดหนึ่งซึ่งมีการเจริญเติบโตจากไข่ไหม (ขนาดเท่าเมล็ดงา) และเป็นตัวหนอนไหม ในขณะที่เป็นตัวหนอนไหมจะเจริญเติบโตโดยการลอกคราบประมาณ 3-4 ครั้งในระยะเวลาประมาณ 20-22 วัน และจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 10,000 เท่า โดยการกินอาหารเพียงอย่างเดียว คือใบหม่อน
ไหมเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะหยุดกินอาหาร แล้วพ่นเส้นใยออกมาห่อหุ้มตัวเอง ที่เราเรียกว่ารังไหม ซึ่งมีลักษณะกลมรีคล้ายเมล็ดถั่ว และหากเรานำรังไหมมาต้มในน้ำที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 80◦C ขึ้นไปจะสามารถทำให้กาวไหม (sericin) อ่อนตัว และดึงออกมาเป็นเส้นยาวได้ ความยาวของเส้นใยจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการดูแลในช่วงที่เป็นหนอนไหม
[แก้ไข] ประวัติไหมไทย
ประเทศไทยสันนิษฐานว่ามีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมานานกว่า 3,000 ปีมาแล้ว โดยการพบหลักฐานเศษผ้าที่ติดอยู่กับกำไรสำริดของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงและบ้านนาดี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี โดยไหมไทยพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงมาแต่โบราณเป็นไหมที่ไม่มีการฟักตัวตามธรรมชาติ สามารถฟักออกเป็นตัวได้ปีละหลายครั้ง รังมีรูปร่างเรียว ขนาดเล็ก สีเหลือง แตกต่างจากไหมของจีนที่เป็นไหมที่มีการฟักออกปีละ 2 ครั้ง รังสีขาว ยกเว้นทางตอนใต้ของจีนที่พบไหมฟักออกได้ปีละหลายครั้งเช่นเดียวกับไทย ลาว เวียดนามและเขมร
[แก้ไข] การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทย
การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทย มีแหล่งสำคัญอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเดิมมีการเลี้ยงไหมเป็นอาชีพรองจากการทำนาและเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเส้นไหมเพื่อทอเป็นเครื่องนุ่งห่มไว้ใช้เองเท่านั้น เส้นไหมที่ผลิตได้เป็นเส้นไหมหยาบและสั้น ใช้เป็นเส้นไหมพุ่งได้เพียงอย่างเดียว ทำให้ต้องสั่งซื้อเส้นไหมยืนจากต่างประเทศ
ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงได้เริ่มการพัฒนาส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสาวไหมและทอผ้าไหมขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2433 ได้มีการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านไหมจากประเทศญี่ปุ่นมาปรับปรุงคุณภาพไหมที่มีอยู่เดิมให้ดีพอที่จะเป็นสินค้าส่งออกได้และเพิ่มพูนฝีมือให้กับชาวไทย โดยเริ่มที่พระราชวังดุสิต ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของการพัฒนาการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทย
[แก้ไข] สายพันธุ์ไหม
สายพันธุ์ไหมในโลกนี้มีการแบ่งตามมาตรฐานของนักวิทยาศาสตร์ได้หลายอย่าง เช่น แบ่งตามจำนวนครั้งในการลอกคราบของหนอนไหม แบ่งตามสีของรังไหม แบ่งตามรูปร่างของรังไหม แบ่งตามถิ่นกำเนิด และแบ่งตามจำนวนครั้งในการฟักของไข่ไหมใน 1 ปี
การแบ่งตามจำนวนครั้งในการฟักไข่ใน 1 ปี อาจจะ 1 ครั้งหรือหลายครั้งซึ่งลักษณะของสายพันธุ์ที่มีการฟักของไข่ไหมที่ต่างกัน ก็บ่งบอกถึงลักษณะทางพันธุกรรที่แตกต่างกันไปด้วย รวมทั้งผลจากสภาพแวดล้อมก็จะแตกต่างกันไปด้วยตามสายพันธุ์ ในปัจจุบันสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการฟักของไข่ไหมสายพันธุ์ที่ฟักปีละ 1 ครั้ง เราสามารถฟักได้หลายครั้งขึ้นตามความต้องการ แต่ประเด็นของการแบ่งในลักษณะนี้ คือพันธุกรรมที่อยู่ในแต่ละสายพันธุ์ที่ไม่เหมือนกันคือ
[แก้ไข] Monovoltine (ฟักปีละ 1 ครั้ง)
เป็นพันธุ์ที่อยู่ในแถบอากาศหนาว เช่น ประเทศในแถบยุโรป หนอนไหมจะมีอายุยาวกว่าสายพันธุ์อื่น หนอนไหมตัวใหญ่เส้นไหมมีคุณภาพดี แต่หนอนไหมไม่แข็งแรง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นความยาวเส้นไหมต่อรัง ประมาณ 1,200-1,500 เมตร
[แก้ไข] Bivoltine (ฟักปีละ 2 ครั้ง)
เป็นพันธุ์ที่อยู่ในแถบอากาศอบอุ่น เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หนอนไหมมีอายุสั้นกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ Monovoltine หนอนไหมแข็งแรง แต่เส้นไหมมีคุณภาพด้อยกว่า Monovoltine ดังนั้นจึงนิยมนำมาผสมกับ Monovoltine เพื่อให้ได้พันธุ์ไหมที่มีคุณภาพเส้นที่ดีขึ้น รังไหมมีสีขาว เหมาะสำหรับเลี้ยงในประเทศเขตอบอุ่น และนิยมเลี้ยงในฤดูร้อนของประเทศในเขตอบอุ่น ความยาวเส้นไหมต่อรังประมาณ 1,000-1,200 เมตร
[แก้ไข] Ployvoltine(ฟักปีละหลายครั้ง)
เป็นพันธุ์ไหมที่อยู่ในแถบอากาศร้อนชื้นเช่น ไทย ลาว หนอนไหมมีอายุสั้นกว่าทั้ง 2 สายพันธุ์ข้างต้น และมีความแข็งแรงมาก รังมีขนาดเล็ก รังไหมมีทั้งสีขาวและสีเหลือง สามารถสาวเป็นเส้นไหมได้ปริมาณน้อย แต่เส้นไหมมีความมันเงาสูง แต่จะมีปุ่มปมมาก และเป็นสายพันธุ์ที่ไม่สามารถ Hibernate (จำศีล) ได้เหมือน 2 สายพันธุ์ข้างต้น ดังนั้นไข่ไหมจึงไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ ต้อใช้ไข่ไหมต่อเนื่องทั้งปี ความยาวเส้นไหมต่อรังประมาณ 200-400 เมตร
ดังนั้นสายพันธุ์ไหมที่ใช้ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน จึงมีการนำสายพันธุ์ต่างๆ มาผสมกัน เพื่อให้ได้ลูกผสมที่ตรงตามความต้องการ และลูกผสมที่ได้รับความนิยมในการพัฒนาสายพันธุ์คือ ลูกผสมของพันธุ์จีนกับพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะเป็น Bivoltine อย่างเดียวกัน หรือมีการผสมโดยเลือดของ Monovoltine เข้าไปบ้างเพื่อให้รังไหมมีขนาดใหญ่ขึ้น เส้นไหมมีความยาวมากขึ้น
และคู่ที่ผสมที่น่าจับตามองอีกคู่หนึ่งก็คือ การนำสายพันธุ์ Polyvoltine ไปผสมกับสายพันธุ์ Bivoltine จนสามารถได้ลูกผสมที่มีความยาวเส้นไหมต่อรัง ที่ 900-1,200 เมตร รังมีขนาดใหญ่ หนอนไหมแข็งแรง สามารถเลี้ยงได้ในสภาพอากาศร้อนชื้น รังไหมที่ได้อาจมีทั้งสีขาวหรือสีเหลือง แล้วแต่ความต้องการในการพัฒนา และที่สำคัญ เส้นไหมที่ได้จะมีความมันเงาสูง เส้นเรียบสม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับเส้นไหมจากพันธุ์ลูกผสมอื่นๆ จึงน่าจะเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมไทย ที่จะหันมาพัฒนาสายพันธุ์และส่งเสริมการใช้เส้นไหม ที่เป็นทั้งพันธุ์ไทยพื้นเมือง ที่มีเอกลักษณ์ดั้งเดิมของไหมไทย และการส่งเสริมการใช้เส้นไหมที่มีการพัฒนาจากพันธุ์ไทยที่เป็นลูกผสม ที่จะสามารถนำมาทำเป็นสินค้าได้หลากหลาย สามารถใช้เป็นเส้นยืนได้ ทำให้สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไหมไทยได้อีกด้วย
[แก้ไข] การเลี้ยงไหมในประเทศไทย
การเลี้ยงไหมปัจจุบันมี 2 แบบคือ การเลี้ยงไหมแบบครัวเรือน และการเลี้ยงไหมแบบอุตสาหกรรม
[แก้ไข] การเลี้ยงไหมแบบครัวเรือน
[แก้ไข] แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหม
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงไหม อุณหภูมิอยู่ในช่วง 20 – 35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 65 – 80 เปอร์เซ็นต์
โรงเลี้ยงไหมต้องห่างไกลจากแหล่งการใช้สารเคมีทางการเกษตร และโรงงานอุตสาหกรรม
[แก้ไข] สภาพโรงเลี้ยง
1) สร้างในแนวตะวันออกและตะวันตก
2) สะดวกต่อการทำความสะอาด และสามารถที่จะฉีดอบสารเคมีเพื่อ ฆ่าเชื้อโรค
3) มีการถ่ายเทอากาศได้ดี
4) สามารถป้องกันศัตรูหนอนไหมได้ เช่นแมลงวันลาย จิ้งจก ตุ๊กแก หนู และมด
5) ควรปลูกต้นไม้ยืนต้นรอบ ๆ โรงเลี้ยงเพื่อลดความร้อนจากแสงแดด
ขนาดโรงเลี้ยง สำหรับเลี้ยงไหม 2 แผ่น :ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม ใช้ขนาด 4 x 7 เมตร ชั้นเลี้ยง ขนาด 1.2 x 5 เมตร จำนวน 3 ชั้น (2 ชุด)
[แก้ไข] ปัจจัยสำคัญในการสร้างโรงเลี้ยงไหม
1) โรงเลี้ยงไหมควรอยู่ห่างจากบ้านพักอาศัยประมาณ 10 – 20 เมตร เพื่อสะดวกในการรักษาความสะอาดและการฉีดอบสารเคมีฆ่าเชื้อโรค
2) หลังคาควรเลือกวัสดุที่เป็นฉนวนกันความร้อน และน้ำได้ดี พื้นห้องควรใช้คอนกรีต ผนังโรงเลี้ยงก่อด้วยคอนกรีตสูงจากพื้นประมาณ 50 ซม. ส่วนที่เหลือใช้ตาข่ายไนล่อนตีเป็นผนังถึงระดับเพดานห้อง
3) ควรมีห้องมืดขนาด 1.5 x 1.0 เมตร สำหรับดักแมลงวันลาย
4) ควรมีห้องเก็บใบหม่อนที่สามารถเลี้ยงไหมได้ 2 เวลา
[แก้ไข] วัสดุและอุปกรณ์
วัสดุและอุปกรณ์การเลี้ยงไหมที่จำเป็นสำหรับเลี้ยงไหมจากไข่ไหม 1 แผ่น มีดังนี้
- อุปกรณ์วัดอุณหภูมิความชื้น 1 ชุด
- มีดและเขียง( หรือเครื่องหั่นใบหม่อน ) 1 ชุด
- เครื่องฉีดฟอร์มาลีน 1 เครื่อง
- กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ 1 อัน
- เครื่องลอกปุยไหม 1 ชุด
- เครื่องชั่ง (ขนาดชั่งน้ำหนักสูงสุด 15 กิโลกรัม) 1 เครื่อง
- ตะแกรงร่อนแป้ง (ชนิดที่มีตาถี่) 1 อัน
- ตาข่ายสำหรับถ่ายมูลไหมวัยอ่อน (ขนาดช่องตาข่าย1 x 1 ซม.2) ขนาด 100 ซม. X 80 ซม.10 ผืน
- ตาข่ายสำหรับถ่ายมูลไหมวัยแก่ (ขนาดช่องตาข่าย 3 x 3 ซม.2) ขนาด 100 ซม. X 80 ซม.30 ผืน
- จ่อแบบลูกคลื่น 50 อัน
- จ่อกระด้ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50 เมตร 20 อัน
- ตะกร้าเก็บใบหม่อน 2 ใบ
- เข่งใส่ใบหม่อน 8 ใบ
- ตะกร้าให้อาหาร 4 ใบ
- ขนนก 1 อัน
- รองเท้าแตะ 1-2 คู่
- ผ้าคลุมหม่อน 5 ผืน
- ตะเกียบไม้ไผ่ 2 คู่
- ปูนขาวชนิดผงละเอียด 2 - 3 กิโลกรัมหรือแกลบเผา 100 ลิตร
- สารเคมีป้องกันโรคไหมชนิดผง 1 กิโลกรัม
- กระดาษรองกระด้ง (ขนาด 80 ซม. x 100 ซม.) 40 แผ่น
- กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า 5 กก.
- ผงซักฟอก 1 กิโลกรัม
- สบู่ล้างมือ 1 ก้อน
- สารฟอร์มาลีน 3 % (ฟอร์มาลีน 40 % จำนวน 1 ส่วน ผสมน้ำ 13 ส่วน หรือน้ำคลอรีน (คลอรีน 60% 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร)
- ใช้ฉีดพ่นอัตรา 1 ลิตร / ตารางเมตร
- ผงซักฟอก 1-2 กิโลกรัม
- สบู่ล้างมือ 1 ก้อน
[แก้ไข] พันธุ์ไหม
[แก้ไข] พันธุ์ไหมไทย
1) พันธุ์ไหมไทยนางน้อยศรีสะเกษ 1
- เลี้ยงได้ง่าย มีความแข็งแรงสูง
- อายุหนอนไหมสั้น เวลาในการเลี้ยงประมาณ 18 วัน
- ผลผลิตต่อแผ่น/กล่อง 10 -12 กิโลกรัม
- สาวไหมง่าย เส้นไหมสีเหลืองเข้ม
2) พันธุ์ไหมไทยนางน้อยสกลนคร
- ให้ผลผลิตต่อแผ่นไข่ไหม 15 -20 กิโลกรัม
- พ่อแม่พันธุ์แยกเพศได้ในระยะหนอนไหม ทำให้สะดวกในการผลิตไข่ไหม
[แก้ไข] พันธุ์ไหมไทยลูกผสม
1) พันธุ์ไหมไทยลูกผสมอุบลราชธานี 60-35 (ดอกบัว)
- เลี้ยงได้ง่าย มีความแข็งแรงสูง
- อายุหนอนไหมสั้น เวลาในการเลี้ยงประมาณ 18 วัน
- ผลผลิตต่อแผ่น/กล่อง 15 -16 กิโลกรัม
- เปอร์เซ็นต์การสาวง่าย 63 %
2) พันธุ์ไหมไทยลูกผสมสกลนคร
- มีความยาวเส้นใยยาวและสาวง่าย
- มีความแข็งแรงเลี้ยงได้ตลอดปี
- ผลผลิตต่อแผ่น/กล่อง 21.4 กิโลกรัม
- เปอร์เซ็นต์การสาวง่าย 71%
3) พันธุ์ไหมไทยลูกผสมอุดรธานี
- มีความแข็งแรงเลี้ยงได้ตลอดปี
- มีความต้านทานต่อโรคแกรสเซอรี่ (โรคเต้อ)
- ผลผลิตต่อแผ่น/กล่อง 15 – 16 กิโลกรัม
- เปอร์เซ็นต์การสาวง่าย 66%
4) พันธุ์ไหมไทยลูกผสมสกลนคร 2
- เป็นพันธุ์ไหมไทยลูกผสมที่มีความแข็งแรงต้านทานต่อเชื้อที่ทำให้เกิดโรคแกรสเซอรี่
- มีเส้นใยยาวและสาวง่าย
- ให้ผลผลิตต่อแผ่น / กล่อง (1 แผ่น = 2000 ตัว) 25 -30 กิโลกรัม
[แก้ไข] การจองและรับไข่ไหม
1) การสั่งจองไข่ไหม ควรทำแผนการเลี้ยงไหมตลอดปีกับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โดยแจ้งชื่อที่อยู่ วัน เดือน ปี ที่เลี้ยงแต่ละรุ่นและจำนวนไข่ไหม ส่งให้ทราบล่วงหน้าต้นปี
2) การยืนยันความต้องการไข่ไหมทุกรุ่น ควรแจ้งก่อนการเลี้ยงไหมอย่างน้อย 20 วัน
3) การรับไข่ไหม ควรจะตรงเวลาและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ โดยเคร่งครัด
4) การขนส่ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเช้าหรือเย็น
5) ปฏิบัติตามระเบียบสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯในการจำหน่ายจ่ายแจกพันธุ์
[แก้ไข] วิธีการเลี้ยงไหม
การเตรียมการเลี้ยงไหม
1) เตรียมสวนหม่อนเลี้ยงไหมในระดับครัวเรือนซึ่งจะต้องใช้ใบหม่อนในการเลี้ยงจนถึงไหมทำรังประมาณ 300 – 400 กิโลกรัม/แผ่น (กล่อง)
2) ทำความสะอาดโรงเลี้ยงและอุปกรณ์ต่างๆ โดยการล้างทำความสะอาด หรือนำไปผึ่งแดดแล้วนำไปฉีดอบฟอร์มาลีน 3 %ในโรงเลี้ยงอัตรา 1 ลิตร/ตารางเมตร โดยอบทิ้งไว้อย่างน้อย 2 วัน จึงเปิดโรงเลี้ยงให้กลิ่นฟอร์มาลีนระเหยอย่างน้อย 1 วัน จึงจะเข้าเลี้ยงไหมได้ (ส่วนผสมฟอร์มาลีน 3 % = ฟอร์มาลีน 40% 1 ส่วน ต่อน้ำ 13 ส่วน)
3) เตรียมสารเคมีโรยตัวไหม เพื่อใช้โรยบนตัวไหมตอนเลี้ยงแรกฟัก และไหมตื่นทุกวัยใช้ประมาณ 1 กิโลกรัม/แผ่น (กล่อง) หรือคลอรีนผง 3.5 % (คลอรีน 60% จำนวน 1 ส่วนผสมกับปูนขาว 17 ส่วน)
4) เตรียมแกลบเผาและ/หรือ ปูนขาวโรยบนตัวไหมในระยะหนอนไหม เพื่อลดความชื้น
5) เตรียมภาชนะใส่เศษใบหม่อนและมูลไหม
[แก้ไข] การเลี้ยงไหม
[แก้ไข] วิธีการเลี้ยงไหมวัยอ่อน(วัย 1 – 3)
- ให้ใบหม่อนหั่นประมาณ 80 กรัม โรยให้สม่ำเสมอ หลังจากนั้นให้ใบหม่อนเลี้ยงไหมอีก 2 ครั้งในวันแรกนี้
- เพื่อป้องกันใบหม่อนเหี่ยวเร็วและควบคุมความชื้นให้เหมาะสมกับหนอนไหมวัยอ่อนควรคลุมด้วยใบตองหรือผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือแผ่นพลาสติกที่สะอาด
การให้อาหาร ไหมจะเจริญเติบโตได้ดีต้องกินใบหม่อนสด มีคุณภาพดี ปริมาณเพียงพอ ตามเวลาที่กำหนดโดยเลี้ยงวันละ 3 มื้อ กลางวันให้ 2 เท่าของมื้อเช้า ส่วนมื้อเย็นให้ 4 เท่าของมื้อเช้า เนื่องจากระยะเวลากินยาวกว่า ใช้ปริมาณใบหม่อนประมาณ 22 – 25 กิโลกรัม/แผ่น(กล่อง) สำหรับการเลี้ยงไหมแบบสหกรณ์ จะใช้ใบหม่อนประมาณ 8 – 9 กิโลกรัม/แผ่น (กล่อง)
[แก้ไข] วิธีเลี้ยงไหมวัยแก่ (วัย 4 – 5)
1. ระยะการเลี้ยงแต่ละวัย
- วัยที่ 4 ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3 วัน นอน 11/2 วัน
- วัยที่ 5 ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6 – 7 วัน ไหมจะสุกทำรัง
[แก้ไข] การเก็บและการให้ใบหม่อน
การเก็บใบหม่อนเลี้ยงไหมวัยอ่อน ควรเก็บใบหม่อนให้เหมาะสมกับวัยดังนี้
- วัยที่ 1 เก็บใบใต้ยอดลงมาใบที่ 1 – 3 หรือเด็ดยอด
- วัยที่ 2 เก็บใบต่ำลงมาใบที่ 4–6 หรือใช้กรรไกรตัดกิ่งใบที่ 1 – 6
- วัยที่ 3 เก็บใบต่ำลงมาใบที่ 7–10 หรือใช้กรรไกรตัดกิ่งใบที่1–10 หรือตัดใบกิ่งสีเขียว
[แก้ไข] การให้ใบหม่อน
- วัยที่ 1 ให้หม่อนหั่นมีขนาดกว้าง 0.5 – 1.0 ซม.ความยาว 3 – 4 เท่าของความกว้าง
- วัยที่ 2 ให้หม่อนหั่นกว้าง 1.50 – 2 ซม.
- วัยที่ 3 ให้หม่อนหั่นกว้าง 2.5 – 3 ซม.
[แก้ไข] การเลี้ยงไหมแบบอุตสาหกรรม
[แก้ไข] แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหม
- สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงไหม ควรเป็นสถานที่ไม่มีฝนตกชุกตลอดปี มีสภาพอุณหภูมิอยู่ในช่วง 25 – 28 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70 – 90 %
- โรงเลี้ยงไหมต้องห่างไกลจากแหล่งการใช้สารเคมีการเกษตร และแหล่งอุตสาหกรรม
[แก้ไข] สภาพโรงเลี้ยง
- สร้างในแนวตะวันออกและตะวันตก
- สะดวกต่อการทำความสะอาด และสามารถที่จะฉีดอบสารเคมีเพื่อฆ่าเชื้อโรค
- มีการถ่ายเทอากาศได้ดี
- สามารถป้องกันศัตรูหนอนไหมได้ เช่น แมลงวันลาย จิ้งจก ตุ๊กแก หนู และมด
- ควรปลูกต้นไม้ยืนต้นรอบ ๆ โรงเลี้ยง เพื่อลดความร้อนจากแสงแดด
[แก้ไข] ขนาดโรงเลี้ยง
ขึ้นอยู่กับจำนวนไหมที่ต้องการเลี้ยง เช่น
- โรงเลี้ยงไหมขนาด 6 x 8 ตารางเมตร เลี้ยงไหมได้ 4 กล่อง/แผ่น (1 กล่อง = 20,000 ตัว)
- โรงเลี้ยงไหมขนาด 8 x 12 ตารางเมตร เลี้ยงไหมได้ 9 กล่อง/แผ่น (1 กล่อง = 20,000 ตัว)
[แก้ไข] ชั้นเลี้ยงไหม
ขนาดของชั้นเลี้ยงไหมขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเลี้ยงไหม และความสะดวกในการปฏิบัติงาน ชั้นเลี้ยงแต่ละชั้นควรสูงห่างกัน 60 – 70 เซนติเมตร เช่น
- โรงเลี้ยงไหมขนาด 6x8 ตารางเมตร ใช้ชั้นเลี้ยงไหมขนาด 1.5 x 6 ตารางเมตร (3 ชั้นย่อย 2 แถว)
- โรงเลี้ยงไหมขนาด 8 x12 ตารางเมตร ใช้ชั้นเลี้ยงไหมขนาด 2.0 x 9.0 ตารางเมตร (3 ชั้นย่อย 2 แถว)
[แก้ไข] ปัจจัยสำคัญในการสร้างโรงเลี้ยงไหม
- โรงเลี้ยงไหมควรอยู่ห่างจากบ้านพักอาศัยประมาณ 10 – 20 เมตร เพื่อสะดวกในการรักษาความสะอาด และการฉีดอบสารเคมีฆ่าเชื้อโรค
- หลังคาควรเลือกใช้วัสดุที่เป็นฉนวนกันความร้อนและน้ำได้ดี พื้นห้องควรใช้คอนกรีต ผนังห้องก่อด้วยคอนกรีตสูงจากพื้นประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนที่เหลือบุด้วยมุ้งลวด หรือมุ้งไนล่อนตีเป็นผนังถึงระดับเพดานห้อง ปิดทับด้วยผ้าหรือผ้าพลาสติกที่สามารถม้วนเก็บได้ เมื่อต้องการให้มีการระบายอากาศและปิดในเวลาฉีดอบสารเคมีฆ่าเชื้อโรคหรือเพื่อป้องกันแสง
- ควรมีห้องเก็บใบหม่อนสำหรับการเลี้ยงไหมได้ 2 เวลา
- มีห้องมืดขนาด 1.0 x 1.5 เมตร สำหรับดักแมลงวันลาย
- มีพื้นที่ว่างประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์
[แก้ไข] วัสดุและอุปกรณ์สำหรับการเลี้ยงไหม
วัสดุและอุปกรณ์การเลี้ยงไหมที่จำเป็นสำหรับเลี้ยงไหมจากไข่ไหม พันธุ์ลูกผสมรังสีขาว
1 กล่อง/แผ่น (ประมาณ 20,000 ฟอง) มีดังนี้
- อุปกรณ์วัดอุณหภูมิความชื้น 1 ชุด
- มีดและเขียง (หรือเครื่องหั่นใบหม่อน) 1 ชุด
- เครื่องฉีดฟอร์มาลีน 1 เครื่อง
- กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ 1 อัน
- เครื่องลอกปุยไหม 1 ชุด
- เครื่องชั่ง ขนาด 50 กิโลกรัม 1 เครื่อง
- กระบะเลี้ยงไหมวัยอ่อน ขนาด 90 x 100 x 12 ซม. 4กล่อง หรือกระดาษพาราฟิน 4 ตารางเมตร
- ตะแกรงร่อนแป้ง (ชนิดตาถี่) 1 อัน
- ตาข่ายสำหรับถ่ายมูลไหมวัยอ่อน 8 ผืน (ขนาดช่องตาข่าย 1 x 1 ซม.2) ขนาด 100 x 80 ซม.
- จ่อหมุน 15 ชุด
- หรือจ่อลวด /จ่อพลาสติก 60 ชุด
- ถังน้ำขนาด 200 ลิตร 1 ใบ
- รองเท้าแตะ 1-2 คู่
- เข่งหรือตะกร้าเก็บใบหม่อน 2 ใบ
- ตะกร้าให้อาหาร 4 ใบ
- ผ้าคลุมหม่อน (1x1.5 เมตร) 10 ผืน
- ขนไก่/ขนนก 1-2 อัน
- ตะเกียบไม้ไผ่ 2 คู่
- ปูนขาวชนิดผงละเอียด 2 - 3 กิโลกรัม หรือแกลบเผา 100 ลิตร
- สารเคมีป้องกันโรคไหมชนิดผง (เพบโซล) 1 กิโลกรัม
- สารฟอร์มาลีน 3% (ฟอร์มาลีน 40% จำนวน 1 ส่วนผสมน้ำ 13 ส่วน) ใช้ฉีดพ่น อัตรา 1 ลิตร/ตารางเมตร
- มุ้งไนล่อน (มุ้งเขียว) 16 ตารางเมตร
- กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า 5 กิโลกรัม
- ผงซักฟอก 1-2 กิโลกรัม
- สบู่ล้างมือ 1 ก้อน
- เชือกเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 ซ.ม. ยาว 2 เมตร 6 เส้น หรือตาข่ายถ่ายมูลสำหรับถ่ายมูลไหมวัยแก่ (ขนาดช่องตาข่าย 3 x 3 ซม2) ขนาด 80 ซม. x 100 ซม. 40 ผืน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
















