.:: การเลี้ยงไหม - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
การเลี้ยงไหม
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search
ภาพ:Silk_q2.jpg


         ไหม คือ เส้นใยที่พ่นออกมาจากปากของตัวหนอนไหมที่โตเต็มวัย เพื่อมาห่อหุ้มตัว ป้องกันศัตรูทางธรรมชาติในขณะที่หนอนไหมลอกคราบจากหนอนไหมเป็นตัวดักแด้ และไม่สามารถเคลื่อนที่ได้


สารบัญ

[แก้ไข] ไหมคืออะไร

ภาพ:Silk_q3.jpg


         ไหม คือ เส้นใยที่พ่นออกมาจากปากของตัวหนอนไหมที่โตเต็มวัย เพื่อมาห่อหุ้มตัว ป้องกันศัตรูทางธรรมชาติในขณะที่หนอนไหมลอกคราบจากหนอนไหมเป็นตัวดักแด้ และไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ หนอนไหมเป็นแมลงชนิดหนึ่งซึ่งมีการเจริญเติบโตจากไข่ไหม (ขนาดเท่าเมล็ดงา) และเป็นตัวหนอนไหม ในขณะที่เป็นตัวหนอนไหมจะเจริญเติบโตโดยการลอกคราบประมาณ 3-4 ครั้งในระยะเวลาประมาณ 20-22 วัน และจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 10,000 เท่า โดยการกินอาหารเพียงอย่างเดียว คือใบหม่อน

         ไหมเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะหยุดกินอาหาร แล้วพ่นเส้นใยออกมาห่อหุ้มตัวเอง ที่เราเรียกว่ารังไหม ซึ่งมีลักษณะกลมรีคล้ายเมล็ดถั่ว และหากเรานำรังไหมมาต้มในน้ำที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 80◦C ขึ้นไปจะสามารถทำให้กาวไหม (sericin) อ่อนตัว และดึงออกมาเป็นเส้นยาวได้ ความยาวของเส้นใยจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และการดูแลในช่วงที่เป็นหนอนไหม

[แก้ไข] ประวัติไหมไทย

ภาพ:Silk_q4.jpg


         ประเทศไทยสันนิษฐานว่ามีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมานานกว่า 3,000 ปีมาแล้ว โดยการพบหลักฐานเศษผ้าที่ติดอยู่กับกำไรสำริดของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านเชียงและบ้านนาดี อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี โดยไหมไทยพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงมาแต่โบราณเป็นไหมที่ไม่มีการฟักตัวตามธรรมชาติ สามารถฟักออกเป็นตัวได้ปีละหลายครั้ง รังมีรูปร่างเรียว ขนาดเล็ก สีเหลือง แตกต่างจากไหมของจีนที่เป็นไหมที่มีการฟักออกปีละ 2 ครั้ง รังสีขาว ยกเว้นทางตอนใต้ของจีนที่พบไหมฟักออกได้ปีละหลายครั้งเช่นเดียวกับไทย ลาว เวียดนามและเขมร

[แก้ไข] การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทย

ภาพ:Silk_q5.jpg


         การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทย มีแหล่งสำคัญอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเดิมมีการเลี้ยงไหมเป็นอาชีพรองจากการทำนาและเลี้ยงไหมเพื่อผลิตเส้นไหมเพื่อทอเป็นเครื่องนุ่งห่มไว้ใช้เองเท่านั้น เส้นไหมที่ผลิตได้เป็นเส้นไหมหยาบและสั้น ใช้เป็นเส้นไหมพุ่งได้เพียงอย่างเดียว ทำให้ต้องสั่งซื้อเส้นไหมยืนจากต่างประเทศ

         ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงได้เริ่มการพัฒนาส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสาวไหมและทอผ้าไหมขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2433 ได้มีการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านไหมจากประเทศญี่ปุ่นมาปรับปรุงคุณภาพไหมที่มีอยู่เดิมให้ดีพอที่จะเป็นสินค้าส่งออกได้และเพิ่มพูนฝีมือให้กับชาวไทย โดยเริ่มที่พระราชวังดุสิต ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของการพัฒนาการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในประเทศไทย


[แก้ไข] สายพันธุ์ไหม

         สายพันธุ์ไหมในโลกนี้มีการแบ่งตามมาตรฐานของนักวิทยาศาสตร์ได้หลายอย่าง เช่น แบ่งตามจำนวนครั้งในการลอกคราบของหนอนไหม แบ่งตามสีของรังไหม แบ่งตามรูปร่างของรังไหม แบ่งตามถิ่นกำเนิด และแบ่งตามจำนวนครั้งในการฟักของไข่ไหมใน 1 ปี

         การแบ่งตามจำนวนครั้งในการฟักไข่ใน 1 ปี อาจจะ 1 ครั้งหรือหลายครั้งซึ่งลักษณะของสายพันธุ์ที่มีการฟักของไข่ไหมที่ต่างกัน ก็บ่งบอกถึงลักษณะทางพันธุกรรที่แตกต่างกันไปด้วย รวมทั้งผลจากสภาพแวดล้อมก็จะแตกต่างกันไปด้วยตามสายพันธุ์ ในปัจจุบันสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการฟักของไข่ไหมสายพันธุ์ที่ฟักปีละ 1 ครั้ง เราสามารถฟักได้หลายครั้งขึ้นตามความต้องการ แต่ประเด็นของการแบ่งในลักษณะนี้ คือพันธุกรรมที่อยู่ในแต่ละสายพันธุ์ที่ไม่เหมือนกันคือ

[แก้ไข] Monovoltine (ฟักปีละ 1 ครั้ง)

         เป็นพันธุ์ที่อยู่ในแถบอากาศหนาว เช่น ประเทศในแถบยุโรป หนอนไหมจะมีอายุยาวกว่าสายพันธุ์อื่น หนอนไหมตัวใหญ่เส้นไหมมีคุณภาพดี แต่หนอนไหมไม่แข็งแรง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นความยาวเส้นไหมต่อรัง ประมาณ 1,200-1,500 เมตร

[แก้ไข] Bivoltine (ฟักปีละ 2 ครั้ง)

         เป็นพันธุ์ที่อยู่ในแถบอากาศอบอุ่น เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หนอนไหมมีอายุสั้นกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ Monovoltine หนอนไหมแข็งแรง แต่เส้นไหมมีคุณภาพด้อยกว่า Monovoltine ดังนั้นจึงนิยมนำมาผสมกับ Monovoltine เพื่อให้ได้พันธุ์ไหมที่มีคุณภาพเส้นที่ดีขึ้น รังไหมมีสีขาว เหมาะสำหรับเลี้ยงในประเทศเขตอบอุ่น และนิยมเลี้ยงในฤดูร้อนของประเทศในเขตอบอุ่น ความยาวเส้นไหมต่อรังประมาณ 1,000-1,200 เมตร

[แก้ไข] Ployvoltine(ฟักปีละหลายครั้ง)

         เป็นพันธุ์ไหมที่อยู่ในแถบอากาศร้อนชื้นเช่น ไทย ลาว หนอนไหมมีอายุสั้นกว่าทั้ง 2 สายพันธุ์ข้างต้น และมีความแข็งแรงมาก รังมีขนาดเล็ก รังไหมมีทั้งสีขาวและสีเหลือง สามารถสาวเป็นเส้นไหมได้ปริมาณน้อย แต่เส้นไหมมีความมันเงาสูง แต่จะมีปุ่มปมมาก และเป็นสายพันธุ์ที่ไม่สามารถ Hibernate (จำศีล) ได้เหมือน 2 สายพันธุ์ข้างต้น ดังนั้นไข่ไหมจึงไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ ต้อใช้ไข่ไหมต่อเนื่องทั้งปี ความยาวเส้นไหมต่อรังประมาณ 200-400 เมตร

         ดังนั้นสายพันธุ์ไหมที่ใช้ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน จึงมีการนำสายพันธุ์ต่างๆ มาผสมกัน เพื่อให้ได้ลูกผสมที่ตรงตามความต้องการ และลูกผสมที่ได้รับความนิยมในการพัฒนาสายพันธุ์คือ ลูกผสมของพันธุ์จีนกับพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งอาจจะเป็น Bivoltine อย่างเดียวกัน หรือมีการผสมโดยเลือดของ Monovoltine เข้าไปบ้างเพื่อให้รังไหมมีขนาดใหญ่ขึ้น เส้นไหมมีความยาวมากขึ้น

         และคู่ที่ผสมที่น่าจับตามองอีกคู่หนึ่งก็คือ การนำสายพันธุ์ Polyvoltine ไปผสมกับสายพันธุ์ Bivoltine จนสามารถได้ลูกผสมที่มีความยาวเส้นไหมต่อรัง ที่ 900-1,200 เมตร รังมีขนาดใหญ่ หนอนไหมแข็งแรง สามารถเลี้ยงได้ในสภาพอากาศร้อนชื้น รังไหมที่ได้อาจมีทั้งสีขาวหรือสีเหลือง แล้วแต่ความต้องการในการพัฒนา และที่สำคัญ เส้นไหมที่ได้จะมีความมันเงาสูง เส้นเรียบสม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับเส้นไหมจากพันธุ์ลูกผสมอื่นๆ จึงน่าจะเป็นอนาคตของอุตสาหกรรมไทย ที่จะหันมาพัฒนาสายพันธุ์และส่งเสริมการใช้เส้นไหม ที่เป็นทั้งพันธุ์ไทยพื้นเมือง ที่มีเอกลักษณ์ดั้งเดิมของไหมไทย และการส่งเสริมการใช้เส้นไหมที่มีการพัฒนาจากพันธุ์ไทยที่เป็นลูกผสม ที่จะสามารถนำมาทำเป็นสินค้าได้หลากหลาย สามารถใช้เป็นเส้นยืนได้ ทำให้สร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไหมไทยได้อีกด้วย

[แก้ไข] การเลี้ยงไหมในประเทศไทย

         การเลี้ยงไหมปัจจุบันมี 2 แบบคือ การเลี้ยงไหมแบบครัวเรือน และการเลี้ยงไหมแบบอุตสาหกรรม

[แก้ไข] การเลี้ยงไหมแบบครัวเรือน

[แก้ไข] แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหม

         สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงไหม อุณหภูมิอยู่ในช่วง 20 – 35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 65 – 80 เปอร์เซ็นต์

         โรงเลี้ยงไหมต้องห่างไกลจากแหล่งการใช้สารเคมีทางการเกษตร และโรงงานอุตสาหกรรม

[แก้ไข] สภาพโรงเลี้ยง

         1) สร้างในแนวตะวันออกและตะวันตก

         2) สะดวกต่อการทำความสะอาด และสามารถที่จะฉีดอบสารเคมีเพื่อ ฆ่าเชื้อโรค

         3) มีการถ่ายเทอากาศได้ดี

         4) สามารถป้องกันศัตรูหนอนไหมได้ เช่นแมลงวันลาย จิ้งจก ตุ๊กแก หนู และมด

         5) ควรปลูกต้นไม้ยืนต้นรอบ ๆ โรงเลี้ยงเพื่อลดความร้อนจากแสงแดด

         ขนาดโรงเลี้ยง สำหรับเลี้ยงไหม 2 แผ่น :ไหมพันธุ์ไทยลูกผสม ใช้ขนาด 4 x 7 เมตร ชั้นเลี้ยง ขนาด 1.2 x 5 เมตร จำนวน 3 ชั้น (2 ชุด)

[แก้ไข] ปัจจัยสำคัญในการสร้างโรงเลี้ยงไหม

         1) โรงเลี้ยงไหมควรอยู่ห่างจากบ้านพักอาศัยประมาณ 10 – 20 เมตร เพื่อสะดวกในการรักษาความสะอาดและการฉีดอบสารเคมีฆ่าเชื้อโรค

         2) หลังคาควรเลือกวัสดุที่เป็นฉนวนกันความร้อน และน้ำได้ดี พื้นห้องควรใช้คอนกรีต ผนังโรงเลี้ยงก่อด้วยคอนกรีตสูงจากพื้นประมาณ 50 ซม. ส่วนที่เหลือใช้ตาข่ายไนล่อนตีเป็นผนังถึงระดับเพดานห้อง

         3) ควรมีห้องมืดขนาด 1.5 x 1.0 เมตร สำหรับดักแมลงวันลาย

         4) ควรมีห้องเก็บใบหม่อนที่สามารถเลี้ยงไหมได้ 2 เวลา


[แก้ไข] วัสดุและอุปกรณ์

ภาพ:Silk_q1.jpg


         วัสดุและอุปกรณ์การเลี้ยงไหมที่จำเป็นสำหรับเลี้ยงไหมจากไข่ไหม 1 แผ่น มีดังนี้

  • อุปกรณ์วัดอุณหภูมิความชื้น 1 ชุด
  • มีดและเขียง( หรือเครื่องหั่นใบหม่อน ) 1 ชุด
  • เครื่องฉีดฟอร์มาลีน 1 เครื่อง
  • กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ 1 อัน
  • เครื่องลอกปุยไหม 1 ชุด
  • เครื่องชั่ง (ขนาดชั่งน้ำหนักสูงสุด 15 กิโลกรัม) 1 เครื่อง
  • ตะแกรงร่อนแป้ง (ชนิดที่มีตาถี่) 1 อัน
  • ตาข่ายสำหรับถ่ายมูลไหมวัยอ่อน (ขนาดช่องตาข่าย1 x 1 ซม.2) ขนาด 100 ซม. X 80 ซม.10 ผืน
  • ตาข่ายสำหรับถ่ายมูลไหมวัยแก่ (ขนาดช่องตาข่าย 3 x 3 ซม.2) ขนาด 100 ซม. X 80 ซม.30 ผืน
  • จ่อแบบลูกคลื่น 50 อัน
  • จ่อกระด้ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.50 เมตร 20 อัน
  • ตะกร้าเก็บใบหม่อน 2 ใบ
  • เข่งใส่ใบหม่อน 8 ใบ
  • ตะกร้าให้อาหาร 4 ใบ
  • ขนนก 1 อัน
  • รองเท้าแตะ 1-2 คู่
  • ผ้าคลุมหม่อน 5 ผืน
  • ตะเกียบไม้ไผ่ 2 คู่
  • ปูนขาวชนิดผงละเอียด 2 - 3 กิโลกรัมหรือแกลบเผา 100 ลิตร
  • สารเคมีป้องกันโรคไหมชนิดผง 1 กิโลกรัม
  • กระดาษรองกระด้ง (ขนาด 80 ซม. x 100 ซม.) 40 แผ่น
  • กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า 5 กก.
  • ผงซักฟอก 1 กิโลกรัม
  • สบู่ล้างมือ 1 ก้อน
  • สารฟอร์มาลีน 3 % (ฟอร์มาลีน 40 % จำนวน 1 ส่วน ผสมน้ำ 13 ส่วน หรือน้ำคลอรีน (คลอรีน 60% 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร)
  • ใช้ฉีดพ่นอัตรา 1 ลิตร / ตารางเมตร
  • ผงซักฟอก 1-2 กิโลกรัม
  • สบู่ล้างมือ 1 ก้อน

[แก้ไข] พันธุ์ไหม

[แก้ไข] พันธุ์ไหมไทย

1) พันธุ์ไหมไทยนางน้อยศรีสะเกษ 1

ลักษณะดีเด่น

  • เลี้ยงได้ง่าย มีความแข็งแรงสูง
  • อายุหนอนไหมสั้น เวลาในการเลี้ยงประมาณ 18 วัน
  • ผลผลิตต่อแผ่น/กล่อง 10 -12 กิโลกรัม
  • สาวไหมง่าย เส้นไหมสีเหลืองเข้ม

2) พันธุ์ไหมไทยนางน้อยสกลนคร

ลักษณะดีเด่น

  • ให้ผลผลิตต่อแผ่นไข่ไหม 15 -20 กิโลกรัม
  • พ่อแม่พันธุ์แยกเพศได้ในระยะหนอนไหม ทำให้สะดวกในการผลิตไข่ไหม
[แก้ไข] พันธุ์ไหมไทยลูกผสม

1) พันธุ์ไหมไทยลูกผสมอุบลราชธานี 60-35 (ดอกบัว)

ลักษณะดีเด่น

  • เลี้ยงได้ง่าย มีความแข็งแรงสูง
  • อายุหนอนไหมสั้น เวลาในการเลี้ยงประมาณ 18 วัน
  • ผลผลิตต่อแผ่น/กล่อง 15 -16 กิโลกรัม
  • เปอร์เซ็นต์การสาวง่าย 63 %

2) พันธุ์ไหมไทยลูกผสมสกลนคร

ลักษณะดีเด่น

  • มีความยาวเส้นใยยาวและสาวง่าย
  • มีความแข็งแรงเลี้ยงได้ตลอดปี
  • ผลผลิตต่อแผ่น/กล่อง 21.4 กิโลกรัม
  • เปอร์เซ็นต์การสาวง่าย 71%

3) พันธุ์ไหมไทยลูกผสมอุดรธานี

ลักษณะดีเด่น

  • มีความแข็งแรงเลี้ยงได้ตลอดปี
  • มีความต้านทานต่อโรคแกรสเซอรี่ (โรคเต้อ)
  • ผลผลิตต่อแผ่น/กล่อง 15 – 16 กิโลกรัม
  • เปอร์เซ็นต์การสาวง่าย 66%

4) พันธุ์ไหมไทยลูกผสมสกลนคร 2

ลักษณะดีเด่น

  • เป็นพันธุ์ไหมไทยลูกผสมที่มีความแข็งแรงต้านทานต่อเชื้อที่ทำให้เกิดโรคแกรสเซอรี่
  • มีเส้นใยยาวและสาวง่าย
  • ให้ผลผลิตต่อแผ่น / กล่อง (1 แผ่น = 2000 ตัว) 25 -30 กิโลกรัม


[แก้ไข] การจองและรับไข่ไหม

         1) การสั่งจองไข่ไหม ควรทำแผนการเลี้ยงไหมตลอดปีกับศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โดยแจ้งชื่อที่อยู่ วัน เดือน ปี ที่เลี้ยงแต่ละรุ่นและจำนวนไข่ไหม ส่งให้ทราบล่วงหน้าต้นปี

         2) การยืนยันความต้องการไข่ไหมทุกรุ่น ควรแจ้งก่อนการเลี้ยงไหมอย่างน้อย 20 วัน

         3) การรับไข่ไหม ควรจะตรงเวลาและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ โดยเคร่งครัด

         4) การขนส่ง ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงเช้าหรือเย็น

         5) ปฏิบัติตามระเบียบสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯในการจำหน่ายจ่ายแจกพันธุ์

[แก้ไข] วิธีการเลี้ยงไหม

         การเตรียมการเลี้ยงไหม

         1) เตรียมสวนหม่อนเลี้ยงไหมในระดับครัวเรือนซึ่งจะต้องใช้ใบหม่อนในการเลี้ยงจนถึงไหมทำรังประมาณ 300 – 400 กิโลกรัม/แผ่น (กล่อง)

         2) ทำความสะอาดโรงเลี้ยงและอุปกรณ์ต่างๆ โดยการล้างทำความสะอาด หรือนำไปผึ่งแดดแล้วนำไปฉีดอบฟอร์มาลีน 3 %ในโรงเลี้ยงอัตรา 1 ลิตร/ตารางเมตร โดยอบทิ้งไว้อย่างน้อย 2 วัน จึงเปิดโรงเลี้ยงให้กลิ่นฟอร์มาลีนระเหยอย่างน้อย 1 วัน จึงจะเข้าเลี้ยงไหมได้ (ส่วนผสมฟอร์มาลีน 3 % = ฟอร์มาลีน 40% 1 ส่วน ต่อน้ำ 13 ส่วน)

         3) เตรียมสารเคมีโรยตัวไหม เพื่อใช้โรยบนตัวไหมตอนเลี้ยงแรกฟัก และไหมตื่นทุกวัยใช้ประมาณ 1 กิโลกรัม/แผ่น (กล่อง) หรือคลอรีนผง 3.5 % (คลอรีน 60% จำนวน 1 ส่วนผสมกับปูนขาว 17 ส่วน)

         4) เตรียมแกลบเผาและ/หรือ ปูนขาวโรยบนตัวไหมในระยะหนอนไหม เพื่อลดความชื้น

         5) เตรียมภาชนะใส่เศษใบหม่อนและมูลไหม

[แก้ไข] การเลี้ยงไหม

[แก้ไข] วิธีการเลี้ยงไหมวัยอ่อน(วัย 1 – 3)

         - ให้ใบหม่อนหั่นประมาณ 80 กรัม โรยให้สม่ำเสมอ หลังจากนั้นให้ใบหม่อนเลี้ยงไหมอีก 2 ครั้งในวันแรกนี้

         - เพื่อป้องกันใบหม่อนเหี่ยวเร็วและควบคุมความชื้นให้เหมาะสมกับหนอนไหมวัยอ่อนควรคลุมด้วยใบตองหรือผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือแผ่นพลาสติกที่สะอาด

         การให้อาหาร ไหมจะเจริญเติบโตได้ดีต้องกินใบหม่อนสด มีคุณภาพดี ปริมาณเพียงพอ ตามเวลาที่กำหนดโดยเลี้ยงวันละ 3 มื้อ กลางวันให้ 2 เท่าของมื้อเช้า ส่วนมื้อเย็นให้ 4 เท่าของมื้อเช้า เนื่องจากระยะเวลากินยาวกว่า ใช้ปริมาณใบหม่อนประมาณ 22 – 25 กิโลกรัม/แผ่น(กล่อง) สำหรับการเลี้ยงไหมแบบสหกรณ์ จะใช้ใบหม่อนประมาณ 8 – 9 กิโลกรัม/แผ่น (กล่อง)


[แก้ไข] วิธีเลี้ยงไหมวัยแก่ (วัย 4 – 5)

         1. ระยะการเลี้ยงแต่ละวัย

  • วัยที่ 4 ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3 วัน นอน 11/2 วัน
  • วัยที่ 5 ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6 – 7 วัน ไหมจะสุกทำรัง

[แก้ไข] การเก็บและการให้ใบหม่อน

         การเก็บใบหม่อนเลี้ยงไหมวัยอ่อน ควรเก็บใบหม่อนให้เหมาะสมกับวัยดังนี้

  • วัยที่ 1 เก็บใบใต้ยอดลงมาใบที่ 1 – 3 หรือเด็ดยอด
  • วัยที่ 2 เก็บใบต่ำลงมาใบที่ 4–6 หรือใช้กรรไกรตัดกิ่งใบที่ 1 – 6
  • วัยที่ 3 เก็บใบต่ำลงมาใบที่ 7–10 หรือใช้กรรไกรตัดกิ่งใบที่1–10 หรือตัดใบกิ่งสีเขียว

[แก้ไข] การให้ใบหม่อน

  • วัยที่ 1 ให้หม่อนหั่นมีขนาดกว้าง 0.5 – 1.0 ซม.ความยาว 3 – 4 เท่าของความกว้าง
  • วัยที่ 2 ให้หม่อนหั่นกว้าง 1.50 – 2 ซม.
  • วัยที่ 3 ให้หม่อนหั่นกว้าง 2.5 – 3 ซม.


[แก้ไข] การเลี้ยงไหมแบบอุตสาหกรรม

[แก้ไข] แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหม

  • สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงไหม ควรเป็นสถานที่ไม่มีฝนตกชุกตลอดปี มีสภาพอุณหภูมิอยู่ในช่วง 25 – 28 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70 – 90 %
  • โรงเลี้ยงไหมต้องห่างไกลจากแหล่งการใช้สารเคมีการเกษตร และแหล่งอุตสาหกรรม

[แก้ไข] สภาพโรงเลี้ยง

  • สร้างในแนวตะวันออกและตะวันตก
  • สะดวกต่อการทำความสะอาด และสามารถที่จะฉีดอบสารเคมีเพื่อฆ่าเชื้อโรค
  • มีการถ่ายเทอากาศได้ดี
  • สามารถป้องกันศัตรูหนอนไหมได้ เช่น แมลงวันลาย จิ้งจก ตุ๊กแก หนู และมด
  • ควรปลูกต้นไม้ยืนต้นรอบ ๆ โรงเลี้ยง เพื่อลดความร้อนจากแสงแดด

[แก้ไข] ขนาดโรงเลี้ยง

         ขึ้นอยู่กับจำนวนไหมที่ต้องการเลี้ยง เช่น

  • โรงเลี้ยงไหมขนาด 6 x 8 ตารางเมตร เลี้ยงไหมได้ 4 กล่อง/แผ่น (1 กล่อง = 20,000 ตัว)
  • โรงเลี้ยงไหมขนาด 8 x 12 ตารางเมตร เลี้ยงไหมได้ 9 กล่อง/แผ่น (1 กล่อง = 20,000 ตัว)

[แก้ไข] ชั้นเลี้ยงไหม

         ขนาดของชั้นเลี้ยงไหมขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเลี้ยงไหม และความสะดวกในการปฏิบัติงาน ชั้นเลี้ยงแต่ละชั้นควรสูงห่างกัน 60 – 70 เซนติเมตร เช่น

  • โรงเลี้ยงไหมขนาด 6x8 ตารางเมตร ใช้ชั้นเลี้ยงไหมขนาด 1.5 x 6 ตารางเมตร (3 ชั้นย่อย 2 แถว)
  • โรงเลี้ยงไหมขนาด 8 x12 ตารางเมตร ใช้ชั้นเลี้ยงไหมขนาด 2.0 x 9.0 ตารางเมตร (3 ชั้นย่อย 2 แถว)

[แก้ไข] ปัจจัยสำคัญในการสร้างโรงเลี้ยงไหม

  • โรงเลี้ยงไหมควรอยู่ห่างจากบ้านพักอาศัยประมาณ 10 – 20 เมตร เพื่อสะดวกในการรักษาความสะอาด และการฉีดอบสารเคมีฆ่าเชื้อโรค
  • หลังคาควรเลือกใช้วัสดุที่เป็นฉนวนกันความร้อนและน้ำได้ดี พื้นห้องควรใช้คอนกรีต ผนังห้องก่อด้วยคอนกรีตสูงจากพื้นประมาณ 50 เซนติเมตร ส่วนที่เหลือบุด้วยมุ้งลวด หรือมุ้งไนล่อนตีเป็นผนังถึงระดับเพดานห้อง ปิดทับด้วยผ้าหรือผ้าพลาสติกที่สามารถม้วนเก็บได้ เมื่อต้องการให้มีการระบายอากาศและปิดในเวลาฉีดอบสารเคมีฆ่าเชื้อโรคหรือเพื่อป้องกันแสง
  • ควรมีห้องเก็บใบหม่อนสำหรับการเลี้ยงไหมได้ 2 เวลา
  • มีห้องมืดขนาด 1.0 x 1.5 เมตร สำหรับดักแมลงวันลาย
  • มีพื้นที่ว่างประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์

[แก้ไข] วัสดุและอุปกรณ์สำหรับการเลี้ยงไหม

         วัสดุและอุปกรณ์การเลี้ยงไหมที่จำเป็นสำหรับเลี้ยงไหมจากไข่ไหม พันธุ์ลูกผสมรังสีขาว

         1 กล่อง/แผ่น (ประมาณ 20,000 ฟอง) มีดังนี้

  • อุปกรณ์วัดอุณหภูมิความชื้น 1 ชุด
  • มีดและเขียง (หรือเครื่องหั่นใบหม่อน) 1 ชุด
  • เครื่องฉีดฟอร์มาลีน 1 เครื่อง
  • กรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้ 1 อัน
  • เครื่องลอกปุยไหม 1 ชุด
  • เครื่องชั่ง ขนาด 50 กิโลกรัม 1 เครื่อง
  • กระบะเลี้ยงไหมวัยอ่อน ขนาด 90 x 100 x 12 ซม. 4กล่อง หรือกระดาษพาราฟิน 4 ตารางเมตร
  • ตะแกรงร่อนแป้ง (ชนิดตาถี่) 1 อัน
  • ตาข่ายสำหรับถ่ายมูลไหมวัยอ่อน 8 ผืน (ขนาดช่องตาข่าย 1 x 1 ซม.2) ขนาด 100 x 80 ซม.
  • จ่อหมุน 15 ชุด
  • หรือจ่อลวด /จ่อพลาสติก 60 ชุด
  • ถังน้ำขนาด 200 ลิตร 1 ใบ
  • รองเท้าแตะ 1-2 คู่
  • เข่งหรือตะกร้าเก็บใบหม่อน 2 ใบ
  • ตะกร้าให้อาหาร 4 ใบ
  • ผ้าคลุมหม่อน (1x1.5 เมตร) 10 ผืน
  • ขนไก่/ขนนก 1-2 อัน
  • ตะเกียบไม้ไผ่ 2 คู่
  • ปูนขาวชนิดผงละเอียด 2 - 3 กิโลกรัม หรือแกลบเผา 100 ลิตร
  • สารเคมีป้องกันโรคไหมชนิดผง (เพบโซล) 1 กิโลกรัม
  • สารฟอร์มาลีน 3% (ฟอร์มาลีน 40% จำนวน 1 ส่วนผสมน้ำ 13 ส่วน) ใช้ฉีดพ่น อัตรา 1 ลิตร/ตารางเมตร
  • มุ้งไนล่อน (มุ้งเขียว) 16 ตารางเมตร
  • กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า 5 กิโลกรัม
  • ผงซักฟอก 1-2 กิโลกรัม
  • สบู่ล้างมือ 1 ก้อน
  • เชือกเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 ซ.ม. ยาว 2 เมตร 6 เส้น หรือตาข่ายถ่ายมูลสำหรับถ่ายมูลไหมวัยแก่ (ขนาดช่องตาข่าย 3 x 3 ซม2) ขนาด 80 ซม. x 100 ซม. 40 ผืน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 
 
 
   Hosted by kapook.com