.:: ค้างคาว - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ค้างคาว
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search
ภาพ:Batbat_1.jpg


         ค้างคาว (Bat) จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีลำตัวขนาดเล็กมีปีกบินได้ มีฉายา นกมีหูหนูมีปีก เพราะลักษณะคล้ายหนู แต่บินได้เหมือนนก กลุ่มสัตว์ในอันดับค้างคาว (Chiroptora)


สารบัญ

[แก้ไข] การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ของค้างคาว

ภาพ:Batbat_2.jpg


         อาณาจักร : Animalia

         ไฟลัม : Chordata

         ชั้น : Mammalia

         อันดับ : Chiroptera , Blumenbach, 1779

         Suborders : Megachiroptera, Microchiroptera

[แก้ไข] ข้อมูลทั่วไปของค้างคาว

         ในประเทศไทยมีจำนวนชนิดของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมประมาณ 285 ชนิดโดยมีจำนวนชนิดของค้างคาว เป็นจำนวนประมาณ 108 ชนิดและคิดเป็น 11 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก โดยแบ่งเป็นค้างคาวกินผลไม้ 18 ชนิด ค้างคาวกินแมลง 89 ชนิด ส่วนอีก 1 ชนิด เป็นค้างคาวที่กิน สัตว์อื่นเป็นอาหาร โดยมีค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Pteopus vampyrus) เป็นค้างคาวกินผลไม้ ที่มีน้ำหนักตัว 1 กก. เมื่อกางปีกออกทั้งสองข้างจะ กว้างถึง 2 เมตร และมีค้างคาวที่เล็กที่สุดในโลก คือ ค้างคาวคุณกิตติ (Craseonycteris thonglongyai) เป็นค้างคาวกินแมลง มีน้ำหนักเพียง 2 กรัม ช่วงปีกกว้างเพียง 16 เซนติเมตร

         ป่าทุ่งใหญ่ห้วยขาแข้ง เขตอนุรักษ์ที่ดีที่สุดในเมืองไทย พบว่ามีค้างคาวอยู่อย่างน้อย 60 ชนิด ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของชนิดค้างคาวในไทย และคิดเป็นร้อยละ 6 ของพันธุ์ค้างคาวทั่วโลก

[แก้ไข] ลักษณะของค้างคาว

ภาพ:Batbat_3.jpg


[แก้ไข] ค้างคาวกินแมลง

         มักจะมีเยื่อบางๆ เชื่อมกันระหว่างขาหลังทั้งสอง และตาจะมีขนาดเล็กมาก ส่วนจมูกและปากจะแตกต่างกันไป ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนช่วยบังคับเสียงสัญญาณ (โซน่าร์) ให้มีกำลังและความถี่ที่พอเหมาะสำหรับใช้นำทางและหาอาหาร

[แก้ไข] ค้างคาวกินผลไม้

         จะมีดวงตาที่ใหญ่ ซึ่งทำให้มองเห็นได้ดีในที่มืด มีจมูกที่ไวในการรับกลิ่นดอกไม้และผลไม้ และจมูกมักมีขอบยื่นออกมา เพื่อกันไม่ให้น้ำหวานจากดอกไม้และผลไม้ไหลเข้ารูจมูกขณะกินอาหาร มีเล็บที่ปลายนิ้วทั้งสองที่อยู่บริเวณปีก ใช้ช่วยในการปีนป่าย ส่วนขาหลังจะมีเพียงเนื้อเยื่ออกมานิดหน่อย แต่ไม่เชื่อมติดกัน เพื่อความสะดวกในการปีนป่าย

[แก้ไข] ถิ่นกำเนิดของค้างคาว

         ค้างคาวขนาดเล็กจิ๋วที่มีน้ำหนักเบากว่าเหรียญ 1 เพนนี นั้นอาศัยอยู่ในเมืองไทยของเรานี่เอง ส่วนค้างคาวตัวใหญ่ยักษ์ซึ่งมีปีกยาวเกือบ 6 ฟุตนั้นมีถิ่นพำนักในอินโดนีเซีย

         ค้างคาวสีน้ำตาลของอเมริกาเหนือคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอายุยืนยาวมาก บางตัวมีอายุยืนมากกว่า 32 ปี ส่วนค้างคาวเม็กซิกันบินเร็วมากกว่า 60 ไมล์ต่อชั่วโมง ทางด้านเจ้าค้างคาวแอฟริกันก็สามารถได้ยินเสียงฝีเท้าของแมลงปีกแข็งที่ไต่อยู่บนทรายในระยะไกลมากกว่า 6 ฟุต

         ค้างคาวแดงที่มีถิ่นอาศัยอยู่บนต้นไม้ทั่วไปในอเมริกาเหนือนั้นสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 23 องศาฟาเรนไฮน์ สำหรับเจ้าค้างคาวตัวจิ๋วที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในตะวันตกของแอฟริกานั้นสามารถอาศัยอยู่ในใยแมงมุมขนาดใหญ่ได้

[แก้ไข] การออกหากินของค้างคาว

         การที่ค้างคาวออกหากินตอนกลางคืนมีเหตุผลร้อยแปด เช่น ตอนกลางวันท่าทางจะหากินสู้นกอื่นๆไม่ได้ ด้วยความที่กลางวันไม่สงบเงียบเท่ากับกลางคืน ในการอาศัยคลื่นเสียงนำทางและหาอาหาร นอกจากนี้ค้างคาวสายตาไม่ค่อยดี (แต่ยืนยันว่าค้างคาวตาไม่บอด) สู้นกอื่นๆไม่ได้

         ที่สำคัญก็คืออาหารของค้างคาวจำพวกแมลงนั้นมีมากในเวลากลางคืน ดังนั้นตอนกลางวันค้างคาวจะนอนหลับอยู่ในถ้ำ แล้วกลางคืนค่อยโผล่ออกมา จึงทำให้ค้างคาวดูเป็นสัตว์ลึกลับน่ากลัว แต่จริงๆแล้วไม่ใช่

         ส่วนท่าที่ค้างคาวนอนห้อยหัวนั้นเป็นท่าที่เหมาะกับโครงสร้างปีกและลำตัวของมันที่พร้อมจะเหินบินได้ในเวลาอันรวดเร็ว

[แก้ไข] ความสำคัญของค้างคาวและโรคติดเชื้อ

ภาพ:Batbat_5.jpg


         ปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ค้างคาวเป็น natural host ของเชื้อหลายๆตัวที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น Nipah virus, Hendra virus และยังอาจรวมถึง Ebola และ Marburg virus ด้วย นอกจากนี้มันยังเป็น host ของเชื้อที่เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วอย่างพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะระบาดเป็นพักๆในคนและในสัตว์เลี้ยง

         กุญแจสำคัญในการประเมินความรุนแรงของเชื้อโรคที่อุบัติขึ้นมาใหม่ๆ คือต้องหาหนทางของการติดเชื้อจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งมาสู่คนและสัตว์เลี้ยง ในกรณีของเชื้อที่มีค้างคาวเป็น reservoir ทางติดต่อดูจะเหมือนๆกันสำหรับทุกเชื้อ นั่นคือพฤติกรรมการหาอาหารของค้างคาวถูกควบคุมด้วยการบิน ดังนั้นมันจึงไม่สามารถกินอาหารครั้งละมากๆเกินไปได้ ค้างคาวได้รับพลังงานเพียงพอด้วยการย่อยผลไม้ ด้วยวิธีที่ไม่ธรรมดา นั่นคือแทนที่มันจะกลืนผลไม้ลงท้องไป มันก็เคี้ยวเพื่อย่อยให้ได้น้ำตาลออกมาเลย แล้วก็คายเศษที่ย่อยไม่ได้ลงพื้นไป สัตว์ที่อยู่ตามพื้นดินก็อาจจะมากินต่อ แล้วก็ติดเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำลายค้างคาวด้วยวิธีนี้แหละ

         เหตุผลนี้ใช้อธิบายได้ว่า ทำไม กอริลลา ชิมแพนซี ติดเชื้ออีโบลาในช่วงที่ผลไม้ออกผลหรือในมาเลเซีย ที่หมูในฟาร์มติดเชื้อ Nipah virus ก็พบว่าฟาร์มมีขยะเศษผลไม้ที่ค้างคาวคายออกมา ส่วนที่บังกลาเทศพบว่าเชื้อติดต่อโดยตรงจากค้างคาวมาสู่คนได้ เนื่องจากในหน้าผลไม้ เด็กๆจะปีนต้นไม้ไปเก็บผลลงมา และบางครั้งก็เก็บเศษผลไม้จากค้างคาวนี้มาด้วย หลังจากนั้นก็ขายต่อให้พ่อค้า ที่เอาผลไม้มาปั่นเป็นน้ำผลไม้ขายให้กับคนในหมู่บ้าน การระบาดของ Nipah virus ที่นี่พบว่ามักจะเป็นไปตามรายทางที่พ่อค้าไปขายน้ำผลไม้

         ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ การระบาดของเชื้อวิธีนี้จะเป็นไปในทางเดียว นั่นคือ เชื้อในค้างคาวจะถูกส่งต่อๆไป แต่มันจะไม่วกกลับมาที่ค้างคาวอีก นี่หมายความว่า ในการควบคุมโรค จำเป็นต้องเน้นที่ การลดปริมาณของ reservoir หรือป้องกันการปนเปื้อนที่ก่อให้เกิดการแพร่เชื้อระหว่าง host นี่เป็นปัญหาที่แก้ได้ยากระหว่างการสาธารณสุข และการอนุรักษ์สัตว์ เราควรจะเน้นกำจัด reservoir หรือว่าป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปสู่ประชาชนกลุ่มใหม่มากขึ้น หรือทางที่สามก็คือ การพัฒนาวัคซีน โชคร้ายที่การแพร่เชื้อเป็นไปอย่างกระจัดกระจาย ไม่จำเพาะเจาะจง การจะป้องกันการระบาดต้องฉีดวัคซีนให้กับทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยง อย่างไรก็ดี เรายังไม่เคยประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนได้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพียงพอ สองทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่าก็คือ พยายามลดปริมาณของเชื้อใน reservoir หรือ เพิ่มความรู้ความเข้าใจว่าเชื้อปนเปื้อนไปสัตว์อื่นผ่านทางใด แล้วก็พยายามป้องกันการแพร่ของเชื้อนั้น วิธีหลังนี้จะสำเร็จได้ต้องใช้การสำรวจสัตว์หลายๆ สปีชีส์สำหรับเชื้อต้นเหตุที่เป็นไปได้และก็ต้องหาให้ได้อีกว่าการแพร่เชื้อจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขใดได้บ้าง

         ค้างคาวมีความพิเศษอย่างไร

         เรามักจะลืมกันไปว่า ค้างคาวเป็นสัตว์ที่มีจำนวนค่อนข้างมากสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ด้วย 916 species หรือคิดเป็น 20% ของปริมาณสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในขณะที่มีเชื้อก่อโรคในคนน้อยกว่า 2% ที่มาจากค้างคาว ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าจำนวนเชื้อโรคที่มาจากค้างคาวไม่ได้มีมากผิดปกติ ประเด็นที่อาจจะเห็นได้ชัดกว่าคือ ความรุนแรงของโรค และการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นมากในช่วง 20 ปีหลังนี้ อะไรเป็นสาเหตุของการระบาดนี้

         แน่นอนว่าค้างคาวต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไปตรงที่มันบินได้ ซึ่งมันต้องมีกระดูกกลวงแบบนก เราไม่ทราบว่าค้างค้าวสร้างเซลล์คุ้มกันที่ปกติสร้างจากไขกระดูกที่ไหน และมันมีวิธีที่ต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในการต่อสู้กับการติดเชื้อจากไวรัสได้อย่างไร การศึกษาเรื่องภูมิคุ้มกันของค้างคาวอาจช่วยให้เราเข้าใจเกี่ยวกับวิธีใหม่ๆในการรักษาโรคติดเชื้อจากไวรัสได้หรือไม่

         ยังไม่มีใครทราบเรื่องนี้ และมีผู้วิจัยที่ใช้ค้างคาว หรือศึกษาเกี่ยวกับค้างคาวน้อยมาก แต่ความเข้าใจในระบบนิเวศและภูมิคุ้มกันของค้างคาวเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราต้องการจะพัฒนาการรักษาใหม่ๆ และหาทางควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสที่กำลังก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากต่อมนุษย์

         ความคิดที่ว่าเราอาจจะป้องกันโรคได้ด้วยการควบคุมประชากรค้างคาวเป็นการมองที่สั้นและง่ายเกินไป เราต้องไม่ลืมว่าอัตราการแพร่เชื้อจากค้างคาวที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทาง ความสัมพันธ์ของคนกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของค้างคาว การระบาดของ Nipah และ SARS เป็นตัวอย่างที่ดีของสถานการณ์นี้

         ในบริเวณที่ป่าถูกทำลายเพื่อทำเป็นพื้นที่ทางการเกษตร ค้างคาวและสัตว์ที่เหลือรอดก็จะต้องไปกระจุกในบริเวณที่ยังพอมีอาหารอยู่ นี่เพิ่มความเป็นไปได้อย่างมากที่ผลไม้ที่ค้างคาวเคี้ยวออกมาจะเข้ามาเจอกับ food chain ของคนได้

         นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่าค้างคาวเป็น reservoir ของ SARSนี้ได้ทำงานภายใต้ concept ใหม่คือ การแพทย์ทางอนุรักษ์ (conservative medicine) คือเป็นการผสนระหว่างศาสตร์สองแขนงที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตในอนาคตของมนุษย์ นั่นคือ วิทยาศาสตร์ทางด้านสุขภาพ (health sciences ที่รวมถึงคน สัตว์ พืช)และ วิทยาศาสตร์ทางระบบนิเวศ (ecological sciences) ที่ดูแลสุขภาพโดยรวมของประชากร ชุมชน และทั้งระบบนิเวศ

[แก้ไข] สถานการณ์ค้างคาวในปัจจุบัน

ภาพ:Batbat_4.jpg


         ปัจจุบัน จำนวนค้างคาว ลดลงอย่างมาก สาเหตุสำคัญที่ทำให้ค้างคาวลดลงก็คือ การทำลายที่อยู่อาศัย ทั้งการระเบิดหินที่มีถ้ำอยู่ และการทำลายป่าไม้ การล่าค้างคาวเพื่อนำมาเป็นอาหาร รวมทั้งการรบกวนแบบต่างๆ แต่ที่น่าวิตกมากในปัจจุบันก็คือ สารพิษตกค้างจากการเกษตรได้ทำลายค้างคาว โดยเฉพาะพวกที่กินแมลงไปเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ทำให้กรมป่าไม้ต้องขึ้นบัญชีค้างคาวทุกชนิดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

[แก้ไข] ประโยชน์ของค้างคาว

         ค้างคาวมีชีวิตมายาวนาน ซึ่งอาจจะเป็นสัตว์ที่แชร์โลกนี้กับไดโนเสาร์อีกด้วย และที่ๆค้างคาวอาศัยอยู่นั้น พวกมันจะสร้างสมดุลให้กับธรรมชาติบริเวณนั้น โดยเฉพาะบรรดาชาวไร่ ชาวนาด้วยแล้วคงต้องนึกขอบคุณบรรดาค้างคาวทั้งหลาย เพราะมันจะช่วยจับแมลงศัตรูตัวร้ายที่ทำลายพืชไร่

         อย่างเช่นค้างคาวสีน้ำตาลเพียงตัวเดียวสามารถจับยุง 600 ตัว ได้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้นเอง หรือค้างคาวเม็กซิกัน 20 ล้านตัว สามารถกินแมลงกลางคืนได้ถึง 250 ล้านตัน ภายในคืนเดียว

         นอกจากช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้ว ค้างคาวยังมีประโยชน์ในการผสมเกสรดอกไม้ และชาวบ้านบริเวณถ้ำค้างคาวเขาช่องพราน จ.ราชบุรี ยังมีรายได้จากการขายมูลค้างคาวที่มีอยู่นับล้านตัวภายในถ้ำแห่งนี้ด้วย

[แก้ไข] ค้างคาวในวัฒนธรรมร่วมสมัย

         ค้างคาว เป็นสัญลักษณ์ ของการมีชีวิตหรือ ออกหากินช่วงกลางคืน มีการสื่อถึง ผีดูดเลือด ที่แปลงร่างเป็นค้างคาว และมีการนำมาสร้างเป็นสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น มนุษย์ค้างคาว

[แก้ไข] เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับค้างคาว

  • ค้างคาวเป็นสัตว์ที่อายุยืน บางชนิดอาจจะมีอายุได้ถึง 32 ปี
  • ค้างคาวใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูง (sonar)ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถได้ยินได้ ซึ่งค้างคาวจะส่งคลื่นเสียงนี้ออกไปแล้วสะท้อนกลับมาสำหรับการเคลื่อนที่และหาอาหาร
  • ค้างคาวมีความสามารถในการจับแมลงสูงมาก บางชนิดสามารถจับแมลงได้ถึง 600 ตัวต่อ 1 ชั่วโมง
  • มูลค้างคาวเป็นปุ๋ยชั้นดีเนื่องจากมีธาตุไนโตรเจนสูงมาก สามารถนำมาใช้ในการทำดินปืนได้ด้วย


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

- คอลัมน์ รู้ไปโม้ด จากหนังสือพิมพ์ข่าวสด

- วิกิพีเดีย

- นาย ณวัฒน์ วงศ์วัฒนกิจ, โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย

- วิชาการดอทคอม

 
 
 
   Hosted by kapook.com