Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
พญานาค หรือ นาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล นาคยังถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า
สารบัญ |
[แก้ไข] ตำนานพญานาค
ตำนานความเชื่อเรื่องพญานาคมีความเก่าแก่มาก ดูท่าว่าจะเก่ากว่าพุทธศาสนาอีกด้วย สืบค้นได้ว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดียใต้ ด้วยเหตุจากภูมิประเทศทางอินเดียใต้เป็นป่าเขาจึงทำให้มีงูอยู่ชุกชุม และด้วยเหตุที่งูนั้นลักษณะทางกายภาพคือมีพิษร้ายแรง งูจึงเป็นสัตว์ที่มนุษย์ให้การนับถือว่ามีอำนาจ ชาวอินเดียใต้จึงนับถืองู
เป็นสัตว์เทวะชนิดหนึ่งในเทพนิยายและตำนานพื้นบ้าน บ้างก็ว่าเป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความเชื่อเรื่องพญานาคแพร่หลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วทวีปเอเชีย โดยเรียกชื่อต่างๆ กัน
ต้นกำเนิดความเชื่อเรื่องพญานาคน่าจะอยู่ที่อินเดีย ด้วยมีนิยายหลายเรื่องเล่าถึงพญานาค โดยเฉพาะในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นปรปักษ์ของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติ ก็เล่าถึงพญานาคไว้หลายครั้งด้วยกัน
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีตำนานเรื่องพญานาคอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้มักเชื่อกันว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง หรือเมืองบาดาล และเชื่อกันว่าเคยมีคนเคยพบรอยพญานาคขึ้นมาในวันออกพรรษาโดยจะมีลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่ และเมื่อไปเล่นน้ำในแม่น้ำโขงควรยกมือไหว้เพื่อเป็นการสักการะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์
[แก้ไข] ตำนานพญานาคในพระพุทธศาสนา
ตามตำนาน พญานาค มีอยู่ก่อนสมัยพระพุทธเจ้าแล้ว ดังเช่น หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมพิเศษแล้ว ได้เสด็จไปตามเมืองต่างๆ เพื่อแสดงธรรมเทศนา มีครั้งหนึ่งได้เสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิกชื่อ "มุจลินท์" ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อ "มุจลินท์" เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออก แปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า
ความเชื่อดังกล่าวทำให้ชาวพุทธสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก แต่มักจะสร้างแบบพระนั่งบนตัวพญานาค ซึ่งดูเหมือนว่าเอาพญานาคเป็นบัลลังก์ เพื่อให้เกิดความสง่างาม และทำให้คิดว่า พญานาค คือผู้คุ้มครองพระศาสดา
พญานาค...สะพาน (สายรุ้ง) ที่เชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ โลกศักดิ์สิทธิ์ ความเชื่อที่ว่า พญานาค กับ รุ้ง เป็นอันเดียวกัน ก็คือสะพานเชื่อมโลกมนุษย์กับสวรรค์นั่นเอง
นาคสะดุ้ง...ที่ราวบันไดโบสถ์นั้นได้สร้างขึ้นตามความเชื่อถือ "บันไดนาค" ก็ด้วยความเชื่อดังกล่าว แม้ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ ก็โดยบันไดแก้วมณีสีรุ้ง ที่เทวดาเนรมิตขึ้นและมีพญานาคจำนวน 2 ตน เอาหลังหนุนบันไดไว้
หรือแม้แต่ ตุง ของชาวล้านนา และพม่าก็เชื่อกันว่าคลี่คลายมาจากพญานาค และหมายถึงบันไดสู่สวรรค์
ความเชื่อของชาวฮินดู ก็ถือว่า นาคเป็นสะพานเชื่อมภาวะปกติ กับที่สถิตของเทพ ทางเดินสู่วิษณุโลก เช่น ปราสาทนครวัด จึงทำเป็น พญานาคราช ที่ทอดยาวรับมนุษย์ตัวเล็กๆ สู่โลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์ หรือก็บั้งไฟของชาวอีสานที่ทำกันในงานประเพณีเดือนหก ก็ยังทำเป็นลวดลาย และเป็นรูปพญานาค พญานาคนั้นจะถูกส่งไปบอกแถนบนฟ้าให้ปล่อยฝนลงมา
ในสมัยพระพุทธเจ้า มีพญานาคตนหนึ่งนั่งฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วได้เกิดศรัทธา จึงได้แปลงกายเป็นมนุษย์ขอบวชเป็นพระภิกษุ แต่อยู่มาวันหนึ่งเข้านอนในตอนกลางวัน หลังจากหลับแล้วมนต์ได้เสื่อมกลายเป็นงูใหญ่ จนพระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไป เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นาคตนนั้นผิดหวังมาก จึงขอถวายคำว่า นาค ไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน
ต่อจากนั้นมาพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติไม่ให้สัตว์เดรัจฉาน ไม่ว่าจะเป็นนาค ครุฑ หรือสัตว์อื่นๆ บวชอีกเป็นอันขาด เพราะก่อนที่อุปัชฌาย์จะอุปสมบทให้แก่ผู้ขอบวชจะต้องถาม อันตรายิกธรรม หรือข้อขัดข้องที่จะทำให้ผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุไม่ได้ รวม 8 ข้อเสียก่อน ในจำนวน 8 ข้อนั้น มีข้อหนึ่งถามว่า "ท่านเป็นมนุษย์หรือเปล่า"
[แก้ไข] คุณลักษณะและคุณสมบัติขอบ พญานาค
พญานาค หรือ งูใหญ่มีหงอน ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่างๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น อนันตนาคราช ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์]]ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว แปลว่า น้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตร ไร่นา ถ้าปีไหน นาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อย ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้
<B>พญานาค งูใหญ่ มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และ บันไดสายรุ้งสู่จักรวาล เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราจะพบเห็น เป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่างๆบันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนา ภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพุทธอีกมากมาย
พญานาค เป็นสัตว์มหัศจรรย์ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถแปลงกายได้ พญานาค มีอิทธิฤทธิ์ และมีชีวิตใกล้กับคน พญานาค สามารถแปลงเป็นคนได้ เช่นคราวที่แปลงเป็นคนมาขอบวชกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึงนาคที่ชื่อ ถลชะ ที่แปลว่า เกิดบนบก จะเนรมิตกายได้เฉพาะบนบก และนาคชื่อ ชลซะ แปลว่า เกิดจากน้ำ จะเนรมิตกายได้เฉพาะในน้ำเท่านั้น
พญานาค ถึงแม้จะเนรมิตกายเป็นอะไร แต่ในสภาวะ 5 อย่างนี้ จะต้องปรากฏเป็นงูใหญ่เช่นเดิม คือ ขณะเกิด ขณะลอกคราบ ขณะสมสู่กันระหว่างนาคกับนาค ขณะนอนหลับ โดยไม่มีสติ และที่สำคัญ ตอนตาย ก็กลับเป็นงูใหญ่เหมือนเดิม
พญานาค มีพิษร้าย สามารถทำอันตรายผู้อื่นได้ด้วยพิษ ถึง 64 ชนิด ซึ่งตามตำนานกล่าวว่า สัตว์จำพวกงู แมงป่อง ตะขาบ คางคก มด ฯลฯ มีพิษได้ ซึ่งก็ด้วยเหตุที่ นาคคายพิษทิ้งไว้ แล้วพวกงูไปเลีย พวกที่มาถึงก่อนก็เอาไปมาก พวกมาทีหลัง เช่น แมงป่อง กับ มด ได้พิษน้อย แค่เอาหาง เอากันไปป้ายเศษพิษ จำพวกนี้จึงมีพิษน้อย และพญานาคต้องคายพิษทุก 15 วัน
พญานาค อาศัยอยู่ใต้ดิน หรือบาดาล คนโบราณเชื่อว่าเมื่อบนสวรรค์มีเทพอาศัยอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก ก็น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ในหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวว่า ที่ที่นาคอยู่นั้นลึกลงไปใต้ดิน 1 โยชน์ หรือ 16 กิโลเมตร มีปราสาทราชวังที่วิจิตรพิสดารไม่แพ้สวรรค์ ที่มีอยู่ถึง 7 ชั้น เรียงซ้อนๆ กัน ชั้นสูงๆ ก็จะมีความสุขเหมือนสวรรค์
พญานาค สามารถผสมพันธุ์กับสัตว์ชนิดอื่นได้ แปลงกายแล้วผสมพันธุ์กับมนุษย์ได้ เมื่อนาคตั้งท้องจะออกลูกเป็นไข่เหมือนงู มีทั้งพันธุ์เศียรเดียว 3, 5 และ 7 เศียร
สามารถขึ้นลง ตั้งแต่ใต้บาดาลพื้นโลก จนถึงสวรรค์ ในทุกตำนานมักจะกล่าวถึงนาคที่ขั้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองสวรรค์ ที่จะแปลงกายเป็นอะไรตามที่คิด ตามสภาวะเหตุการณ์นั้นๆ
จะเห็นว่า พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี
[แก้ไข] ความเชื่อเรื่องพญานาค
ตามความเชื่อในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกันไป แต่พื้นฐานคือพญานาคนั้นมีลักษณะตัวเป็นงูตัวใหญ่มีหงอนสีทองและตาสีแดง เกล็ดเหมือนปลามีหลายสีแตกต่างกันไปตามบารมี บ้างก็มีสีเขียว บ้างก็มีสีดำ หรือบ้างก็มี7สี และที่สำคัญคือนาคตระกูลธรรมดาจะมีเศียรเดียว แต่ตระกูลที่สูงขึ้นไปนั้นจะมีสามเศียร ห้าเศียร เจ็ดเศียรและเก้าเศียร นาคจำพวกนี้จะสืบเชื้อสายมาจาก พญาเศษนาคราช(อนันตนาคราช) ผู้เป็นบัลลังก์ของพระวิษณุนารายณ์ปรมนาท ณ เกษียณสมุทร อนันตนาคราชนั้นเล่ากันว่ามีกายใหญ่โตมหึมามีความยาวไม่สิ้นสุด มีพันศรีษะ พญานาคนั้นมีทั้งเกิดในนำและบนบก เกิดจากครรภ์และจากไข่ มีอิทฤทธิ์สามารถบันดาลให้เกิดคุณและโทษได้ นาคนั้นมักจะแปลงร่างเป็นมนุษย์รูปร่างสวยงาม
[แก้ไข] ความเชื่อเกี่ยวพันกับธรรมชาติ
จะได้ยินอยู่เสมอว่า ปีนี้นาคให้น้ำเท่าไร กี่ตัว ฝนฟ้าดี หรือไม่ดี นาคให้น้ำสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่สรรพชีวิต ทั้งปวง พญานาค ที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ใต้น้ำ ตามคติฮินดู พญาอนันตนาคราช แท่นบรรทมของพระนารายณ์ ที่นับถือเป็นเทพเจ้า พญานาค เปรียบได้กับท้องน้ำทั้งหลายในจักรวาล นาคมีอิทธิฤทธิ์บันดาลให้ฝนตกหรือไม่ตกก็ได้ ตลอดจนสามารถแปลงกายเป็นเมฆฝนได้ พญานาค...เป็นที่มาของแม่น้ำต่างๆ อันหมายถึงผู้รักษาพลังแห่งชีวิตทั้งหลาย
ตามความเชื่อของชาวพุทธ เทวดาแห่งน้ำ คือ วรุณและสาคร ที่ต่างก็เป็นจอมแห่งนาคราช นอกจากที่เกี่ยวข้องกับน้ำบนโลกแล้ว นาคยังเกี่ยวข้องกับน้ำในสวรรค์อีกด้วย คนโบราณเชื่อว่า สายรุ้ง กับ นาค เป็นอันเดียวกัน ที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกสวรรค์ข้างหนึ่งของรุ้งจะดูดน้ำจากพื้นโลกขึ้นไปข้างบน เมื่อถึงจุดที่สูงสุดก็จะปล่อยน้ำลงมาเป็นฝนที่มีลำตัวของนาคเป็นท่อส่ง
ในตำนานสิงหนวัติ กล่าวว่า เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมือง 4 ด้าน เป็น เมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมาเมื่อยกทัพปราบเมืองอื่นได้ และรวมดินแดนเข้าด้วยกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนาคราช
ที่เห็นได้ชัดก็คือ ที่ปราสาทพนมรุ้ง จะมีคูเมืองที่เป็นสระน้ำ 4 ด้าน รอบปราสาทและมี พญานาค อยู่ด้วย ตามความเชื่อของคนสมัยโบราณ นาคจะมีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากน้ำ เช่น การสร้างศาสนสถานไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ นาคที่ราวบันได จึงมี พญานาค ซึ่งตามความเป็นจริง (ความเชื่อ) การสร้างต้องสร้างกลางน้ำ เพื่อให้ดูเหมือนว่าศาสนสถานนั้นลอยอยู่เหนือน้ำ แต่ก็ไม่ต้องสร้างจริงๆ เพียงแต่มีสัญลักษณ์ พญานาค ไว้ เช่น ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น
แม้เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ก็จะมีอยู่ในราศีเกิด เช่นของคนนักษัตรปีมะโรง ที่มีความหมายถึง ความยิ่งใหญ่และพลังอำนาจ ที่มี พญานาค เป็นสัญลักษณ์
[แก้ไข] ความเชื่อในดินแดนต่างๆ ของไทย
[แก้ไข] ภาคเหนือ
มีตำนานเกี่ยวกับพญานาคอยู่เช่นกัน ดังในตำนานสิงหนวัติซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของทางภาคเหนือเอง “เมื่อเจ้าเมืองสิงหนวัติอพยพคนมาจากทางเหนือ พญานาคแปลงกายมาช่วยชี้ที่ตั้งเมืองใหม่ และขอให้อยู่ในทศพิธราชธรรม พอตกกลางคืนก็ขึ้นมาสร้างคูเมืองเป็นเมืองนาคพันธุ์สิงหนวัติ ต่อมายกทัพปราบเมืองอื่นได้และรวมดินแดนเข้าด้วยกันจึงเปลี่ยนชื่อเป็น แคว้นโยนกนคร ต้นวงศ์ของพญามังรายผู้ก่อกำเนิดอาณาจักรล้านนานั่นเอง”
[แก้ไข] ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นาคล้วนมีส่วนร่วมในตำนานอย่างชัดเจน เช่น ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงเชื่อว่า แม่น้ำโขงเกิดจากการแถตัวของพญานาค นอกจากนี้ยังรวมถึงบั้งไฟพญานาค โดยมีตำนานว่าในวันออกพรรษาหรือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พญานาคแห่งแม่น้ำโขงต่างชื่นชมยินดี จึงเฮ็ด(จุด)บั้งไฟถวายการเสด็จกลับของพระพุทธเจ้าจนกลายเป็นประเพณีทุกปี
และเนื่องจากเชื่อว่าพญานาคเป็นเจ้าบาดาล เป็นผู้ให้กำเนิดน้ำ ดังนั้นเมื่อชาวนาจะทำพิธีแรกไถนา จึงต้องดูวัน เดือน ปี และทิศที่จะบ่ายหน้าควายเพื่อไม้ให้ควายลากไถไปในทิศที่ทวนเกล็ดนาค ไม่อย่างนั้นการทำนาจะเกิดอุปสรรคต่างขึ้น
ลูกไฟแดงอมชมพู ที่พุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขง สู่ท้องฟ้าในวันออกพรรษา ที่บริเวณเขต อ.โพนพิสัย เห็นจนชินและเรียกสิ่งนี้ว่า "บั้งไฟพญานาค" เพราะลูกไฟที่ว่านี้จะเป็นลูกไฟ สีแดงอมชมพู ไม่มีเสียงไม่มีควัน ไม่มีเปลว ขึ้นตรง ไม่โค้งและตกลงมาเหมือนลูกไฟทั่วไป จะดับกลางอากาศ สังเกตได้ง่ายจากลูกไฟทั่วไป จะเกิดขึ้นในเขตตั้งแต่ บริเวณค่าย ตชด.(อ่างปลาบึก), วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่, ท่าน้ำวัดหลวง ต.วัดหลวง เรื่อยลงไปจนถึง เขตบ้านน้ำเป กิ่ง อ.รัตนวาปี แต่ก่อนจะเห็นเกิดขึ้นเฉพาะท่าน้ำวัดหลวง, วัดจุมพล, วัดไทย และท่าน้ำวัดจอมนาง อ.โพนพิสัยแต่ทุกวันนี้จะเห็นเกิดที่บ้านน้ำเป, บ้านท่าม่วง, ตาลชุม, ปากคาด และ แก่งอาฮง อ.บึงกาฬ
ก่อนนี้คน อ.โพนพิสัย เห็นแล้วเฉยๆ เพราะเห็นประจำทุกปีในวันออกพรรษา ผู้เขียนสมัยเมื่ออายุยังน้อย เมื่อปี 2508 (เป็นคน อ.โพนพิสัย) เมื่อวันออกพรรษา ได้ไปนั่งดูอยู่ที่ท่าน้ำวัดไทย อ.โพนพิสัย และได้ลงเรือไปไหลเรือไฟด้วย เมื่อไหลเรือไฟมาถึงบริเวณท่าน้ำวัดหลวงก็จะเริ่มเห็นลูกไฟดังกล่าวพุ่งขึ้นจากแม่น้ำโขง ขึ้นสูงไม่เกิน 2-3 วา นานๆ จะพุ่งขึ้นที จะขึ้นก็ต่อเมื่อประชาชนบนฝั่งเวียนเทียนเสร็จ เงียบ ลูกไฟถึงจะขึ้นให้เห็น แต่ทุกวันนี้ เมื่อ 18.00 น. ก็ขึ้นแล้วขึ้นสูงถึง 200-300 เมตร และขึ้นแต่ละทีก็มากด้วย ตั้งแต่ 5-20 ลูกติดต่อกัน
สังเกตว่า ลูกไฟนี้หากขึ้นกลางโขงจะเบนเข้าหาฝั่ง หากขึ้นใกล้ฝั่งจะเบนออกกลางโขง ลูกไฟนี้จะขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น แต่ถ้าหากวันพระไทยไม่ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ของลาว ลูกไฟนี้ก็จะไม่ขึ้น ปีไหน (วันออกพรรษา) ตรงกันทั้งไทย และ ลาว ลูกไฟนี้จะขึ้นมาก เชื่อกันว่าที่ เขต อ.โพนพิสัย มีเมืองบาดาล อยู่ใต้พื้นดินและเป็นทางออกสู่เมืองมนุษย์ เรียกว่า เป็นเมืองหน้าด่านจึงมีบั้งไฟพญานาค เกิดขึ้นเป็นประจำที่นี้ ส่วนเมืองหลวงนั้นอยู่ที่ แก่งอาฮง อ.บึงกาฬ ที่ว่าอย่างนั้นเพราะที่แก่งอาฮง เมื่อหน้าแล้งจะมีสะดือแม่น้ำโขง ตลอดความยาวของแม่น้ำโขง ที่ไหลผ่านหลายประเทศ ตรงที่ลึกที่สุดก็อยู่ที่แก่งอาฮง เมื่อหน้าแล้ง ชาวประมงวัดโดยใช้เชือกผูกก้อนหินหย่อนลงไปได้ 99 วา ที่นี้จะมีลูกไฟขึ้นเป็นสีเขียวนวล บ่อยครั้งที่ชาวลุ่มแม่น้ำโขงต้องเสียชีวิตลงในระหว่างการเดินทางทางน้ำ
พวกเขาเชื่อว่าเป็นการกระทำผิดต่อเจ้าแม่สองนาง หรือ เทพเจ้าทางน้ำ จึงถูกลงโทษเหตุนี้เรียกว่า “เงือกกิน” “เงือก, งู” เป็นสิ่งเดียวกันกับพญานาค แต่พญานาคนั้นมีภพเป็นที่อยู่อีกมิติหนึ่ง สามารถแปลงร่างได้หลายชนิด แปลงกายเป็นมนุษย์ หรือ อะไรก็ได้ เพียงแค่คิดเท่านั้นรูปร่างก็เปลี่ยนไปแล้ว จึงได้ปรากฏอยู่บ่อยๆ ว่ามีคนเห็นงูใหญ่ หรือเห็นคนเดินลงไปในน้ำ หรือหลายครั้งที่มีคนพบรอยประหลาดแต่ก็เชื่อว่าเป็นรอยพญานาคที่เกิดขึ้นในเขต อ.โพนพิสัยหรือที่อื่นๆ แม้แต่กลางกรุงเทพ ฯ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่หากคิดว่าทำไมและเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น และทำไมจะต้องเกิดขึ้นเฉพาะในวันออกพรรษาเท่านั้น และจะต้องตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ของลาวจึงเชื่อได้ว่าพญานาค มีสัญชาติเชื้อชาติ ลาว ถึงแม้จะเกิดขึ้นทางฝั่งไทยก็ตาม
นับว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขงที่แท้จริง เพราะลูกไฟประหลาดหรือที่เรียกว่า “บั้งไฟพญานาค” นี้เกิดขึ้นเฉพาะในเขต จ.หนองคายเท่านั้น ตามแนวแม่น้ำโขง ไม่มีขึ้นที่อื่นแม้จะอยู่ตามริมแม่น้ำโขงเช่นกัน จึงนับได้ว่าหนองคายกับเวียงจันทน์ สมัยก่อนนั้นการปกครองและการสร้างเมืองโดยพญานาค จึงได้รับอิทธิพลนี้เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะถูกแยกการปกครอง และแยกประเทศออกจากกัน แต่ในความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์ก็เป็นพื้นที่เดียวกัน ตำนานประเพณีต่างๆ ของคนแถบลุ่มแม่น้ำโขง จะเกี่ยวข้องกับพญานาคกันทั้งนั้น เพราะพญานาค หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร และความเป็นอยู่ของมนุษย์
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นก็เพื่อ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พญานาค ก่อนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และ สำคัญอย่างไร กับเมืองหนองคาย-เวียงจันทน์ และทำไม”บั้งไฟพญานาค”จึงได้เกิดขึ้นเฉพาะเขต จ.หนองคาย เท่านั้น และที่สำคัญจะเกิดขึ้นเฉพาะวันขึ้น 15 ค่ำ ที่ตรงกันระหว่าง ไทย-ลาว หากปีไหนแปดสองหนบั้งไฟพญานาค ก็จะเลื่อนไปขึ้นในวันพระลาว (15 ค่ำ ลาว) เป็นเรื่องที่ท้าทายให้มาดูมหัศจรรย์แห่งลุ่มแม่น้ำโขง บั้งไฟพญานาคว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมจึงต้องเกิดในวันดังกล่าวเท่านั้น ใครทำเพื่ออะไร และ ได้อะไรจากการกระทำดังกล่าว เชื่อว่าหลายคนยังต้องการไปพิสูจน์ความมหัศจรรย์นี้อยู่ (ตำนานพระพุทธศาสนา กล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพระมารดา บนดาวดึงส์ ครบ 3 เดือน เมื่อเสด็จกลับโลกมนุษย์ พญานาคได้เนรมิตบันไดแก้ว เงิน ทอง เสด็จลงมา มนุษย์ เทวดา พญานาค ได้ฉลองสมโภชด้วยการจุดบั้งไฟถวาย โดยเฉพาะเหล่าพญานาค ดังนั้นต่อมาเหล่าพญานาคจึงได้ถือเอาวันออกพรรษาเป็นวันสำคัญ)
[แก้ไข] จุดที่เกิดบั้งไฟพญานาค
- ในเขตอำเภอสังคม บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอสังคม , อ่างปลาบึก บ้านผาตั้ง อำเภอสังคม
- ในเขตอำเภอศรีเชียงใหม่ วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท
- ในเขตอำเภอเมือง บ้านหินโงม ตำบลหินโงม อำเภอเมือง , หน้าสถานีตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อ ตำลบบ้านเดื่อ อำเภอ เมือง หนองคาย
- ในเขตอำเภอโพนพิสัย ปากห้วยหลวง ตำบลห้วยหลวง อำเภอโพนพิสัย , ในเขตเทศบาลตำบลจุมพล หน้าวัดไทย วัดจุมพล วัดจอมนาง ตำบลจุมพล
- อำเภอโพนพิสัย หนองสรวง อำเภอโพนพิสัย , เวินพระสุก ท่าทรายรวมโชค ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย , บ้านหนองกุ้ง ตำบลกุดบง อำเภอโพนพิสัย
- ในเขตกิ่งอำเภอรัตนวาปี ปากห้วยเป บ้านน้ำเป ตำบลน้ำเป กิ่งอำเภอรัตนวาปีบ้านท่าม่วง ,วัดเปงจาเหนือ กิ่งอำเภอรัตนวาปี
- ในเขตอำเภอปากคาด บ้านปากคาดมวลชล ห้วยคาด อำเภอปากคาด
- ในเขตอำเภอบึงกาฬ วัดอาฮง ตำบลหอคำ อำเภอบึงกาฬ
- ที่อื่นๆ นอกจาก 14 แห่งนี้ที่อื่นก็อาจจะมีขึ้นบ้าง นอกจากในลำน้ำน้ำโขงแล้วตามห้วย หนองคลองบึง สระน้ำ กลางทุ่งนาที่มีน้ำขัง แม้แต่บ่อบาดาลที่ชาวบ้านขุดเพื่อเอาน้ำมาใช้ ในเขตจังหวัดหนองคาย ก็มีบั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นที่น่าอัศจรรย์ ปี 2542 เกิดมากที่สุด ที่ชายตลิ่ง หน้าสถานี ตำรวจภูธรตำบลบ้านเดื่อ ห่างจาก อ.เมือง หนองคาย เพียง 15กม.
[แก้ไข] รอยพญานาค
ในแต่ละปีของวันออกพรรษา อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย จะเป็นแหล่งนัดพบของบรรดาผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความจริงของปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ได้ยินแต่คนอื่นพูดให้ฟังว่า ที่เขต อ.โพนพิสัย นั้นมีลูกไฟที่พุ่งขึ้นมาใต้แม่น้ำโขง เป็นลุกไฟสีแดงอมชมพู ไม่มีเสียง ไม่มีแสง และไม่มีควัน ไม่มีโค้งตกลงมาเหมือนลูกไฟทั่วๆ ไป และลูกไฟที่ว่านี้จะไม่เป็นที่กำหนดว่าจะเกิดขึ้นบริเวณใด จำนวนกี่ลูก และจะขึ้นสูงขนาดไหน ไม่มีกำหนด แต่จะเฉลี่ยแล้วจะขึ้นไม่แน่นอน จุดละ 3-20 ลูก ขึ้นสูงกว่า 100 เมตร ตามจุดต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ลูกไฟนี้ชาวบ้าน อ.โพนพิสัย ตั้งแต่สมัยผู้เฒ่าผู้แก่ เรียกว่า "บั้งไฟพญานาค" เพราะเป็นที่เชื่อว่าจะเป็นบั้งไฟที่พญานาคจุดขึ้นมา เพื่อเป็นพุทธบูชาต่อพระพุทธเจ้า ที่เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากที่ไปโปรดพระมารดา เป็นเวลา 3 เดือน จึงมีทั้งเมืองมนุษย์ สวรรค์ และเมืองบาดาล ที่ต่างก็สาธุการจัดงานสมโภช ที่ประเพณีไทยทำมาก็คือ การตักบาตรเทโวในวันออกพรรษา
หลังจากเหตุการณ์บั้งไฟพญานาคขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ผ่านไปแล้ว ก็เหลือแต่ความทรงจำ และความประทับใจสำหรับผู้ที่มาพิสูจน์ความจริงว่า ลูกไฟนั้นคืออะไร หลายคนก็ต้องนำกลับไปคิด ไปวิเคราะห์ เนื่องจากสิ่งที่เห็นมากับตานั้นเป็นอะไรกันแน่ พอผ่านไปได้อีก 7 วัน หลังออกพรรษา ชาวโพนพิสัยก็จะจัดงานแข่งเรือยาวประจำปี เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้ 2536 มีสิ่งที่ประหลาดเกิดขึ้นบนหน้ารถยนต์ของสองสามีภรรยา ที่นำผลไม้ไปขายในวันแข่งเรือ โดยนำรถยนต์โตโยต้า สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ป.8380 อุดรธานี จอดไว้บริเวณหน้าวัดไทย เพื่อขายส้มในงาน สองสามีภรรยา ชื่อ นายลี และนางอารีย์ ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนจังหวัดอุดรธานี พอตกกลางคืน หลังจากขายส้มแล้วก็นอนพักเอาแรงเพื่อจะได้ขายในวันต่อมา พอตกกลางคืน
นางอารีย์ก็ฝันว่า มีชายสองคน นุ่งห่มผ้าขาว โพกหัวด้วยผ้าขาว ผูกด้านหน้าเป็นกระจุกเหมือนหัวพญานาค ขึ้นมาขอกินส้ม แต่นางไม่ให้กิน พอคืนที่สองมาก็ฝันเห็นเรือยาวลำหนึ่งจอดขวางอยู่กลางลานวัด (จอดบนบก) และได้ยินเสียงชายคนเดิมมาขอกินส้มอีก แต่นางก็ไม่พูดอะไร พอตื่นเช้ามาก็เล่าเรื่องฝันให้ชาวบ้านฟัง คนแก่ก็เลยบอกให้สองสามีภรรยา จัดขันดอกไม้ ธูปเทียน เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเอง พอคืนต่อมาอีก ก็ฝันเห็นชายดังกล่าวมาขอส้มอีก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรแล้ว เพราะฝันเห็นมา 3 วัน หลังจากตื่นขึ้นตอนเช้าก็จะมาขายส้มต่อ ก่อนนอนสองสามีภรรยา ได้นำผ้าคลุมรถเอาไว้ก่อนนอน ก่อนขายส้มตอนเช้าจึงได้เปิดผ้าคลุมรถออก นำส้มมาวางขาย แต่เช้าของคืนที่ 3 ก็ต้องตกใจ เมื่อเปิดผ้าคลุมรถยนต์เพราะในความรู้สึกบอกว่ามีอะไรบางอย่างขดอยู่หน้ารถในความรู้สึกว่ามีจริง
จนสุดท้ายจึงตัดสินใจเดินมาเปิดผ้าคลุมรถยนต์ออก แต่ก็ต้องแปลกใจอีกครั้งที่เห็น รอยประหลาดเหมือนกับรอยตะขาบขนาดใหญ่ เป็นรอยนูนและยังเปียก เป็นดินโคลนสีแดง ตรวจดูตามข้างรถยนต์ ก็ไม่มีรอยปีนขึ้น-ลง มีเฉพาะนอนขดอยู่หน้ารถมีรูปร่างเหมือนตะขาบ มีเกล็ด มีขา เป็นรอยมันใส ดู ๆ แล้วเป็นดินที่ไม่เหมือนกับดินในหนองน้ำ หรือโคลนบนบก เพราะดมดูก็ไม่มีกลิ่นเหมือนโคลนทั่ว ๆ ไป นางอารีย์ตกใจมาก เพราะกลัวว่าจะเป็นลางบอกเหตุที่ไม่ดีกับตน เมื่อชาวบ้านทราบเรื่องเข้าก็มามุงดูกันใหญ่ ด้วยความตกใจ ต่อมาจึงมีคนมาแนะนำให้ไปเข้าทรงดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อได้เข้าทรงก็ทราบว่า โดยการเชิญดวงวิญญาณของหลวงพ่อใหญ่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ในอุโบสถวัดไทย และหลวงพ่อใหญ่นี้สามารถที่จะติดต่อกับเมืองพญานาค หลังจากที่เข้าทรงทราบว่า รอยดังกล่าวเป็นรอยของพญานาคจริง ที่แปลงร่างขึ้นมาปรึกษากับหลวงพ่อใหญ่ในการที่จะบำรุงรักษาวัดให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพราะสภาพปัจจุบันนี้ขาดการดูแล และพญานาคที่ขึ้นมานั้นก็เป็นพญานาคระดับหัวเมือง ที่มาเพื่อที่จะแสดงให้เหล่ามนุษย์รู้ว่าเมืองบาดาล และพญานาคนั้นมีจริงและบังเอิญขึ้นมาพบกับนายลี ซึ่งในชาติก่อน นายลีเป็นลูกชายของพญานาค ที่เมืองบาดาล เมื่อมาพบจึงเกิดความดีใจ พร้อมกับได้ขอกินส้ม และประกอบกับความดีใจจึงได้กระโดดขึ้นบนหน้ารถยนต์แล้วประทับรอยเอาไว้ ได้ขึ้นมาตอนเที่ยงคืน มาทั้งหมด 7 คน อีก 6 คนไม่แสดงตัวให้เห็น ส่วนสองสามีภรรยา ที่ไปขายส้ม ก็ไม่เคยไปที่ อ.โพนพิสัย มาก่อน
พญานาค สามารถแปลงกายเป็นอะไรได้หลายอย่าง ตามร่างทรงที่อัญเชิญดวงวิญญาณหลวงพ่อใหญ่บอกว่า ตรงท่าน้ำวัดไทยนั้นเป็นปากถ้ำขนาดใหญ่ และเป็นด่านที่จะขึ้นสู่เมืองมนุษย์ ส่วนใต้บริเวณวัดก็เป็นถ้ำขนาดใหญ่ สมัยก่อนมีชาวประมงดำน้ำลงไป พบปากถ้ำขนาดใหญ่ มีงู (พญานาค) ขดอยู่หน้าถ้ำ ลำตัวสีเขียว หลวงพ่อใหญ่ยังบอกว่า ถึงแม้จะมีการสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งพัง ก็ไม่สามารถที่จะปิดปากถ้ำนี้ได้
จากการปรากฏรอย พญานาค ครั้งแรกที่หน้ารถยนต์ของคนขายส้มแล้ว ต่อมาได้เกิดขึ้นที่หน้าบ้านของนายประจักษ์ พิทักษ์กุล ผู้ใหญ่บ้านจอมนาง ถึง 3 ครั้ง 3 วันติดต่อกัน ที่มีลักษณะรอยเหมือนกับที่เกิดขึ้นบนหน้ารถยนต์ พอตกกลางคืน มีคนเดินผ่านไปมาที่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านก็จะได้รับกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีต้นไม้ในบริเวณนั้น บริเวณเดียวกันมีคนฝันเห็นคนนุ่งขาว ห่มขาว ขึ้นมาใส่บาตรพระและที่เดียวกันในตอนเช้าทุกวันก็จะมีพระสงฆ์ออกบิณฑบาตรอยู่เป็นประจำ นอกจากที่ขึ้นหน้ารถยนต์ และหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านแล้ว รอยดังกล่าวยังไปขึ้นที่หลังคารถยนต์ของเจ้าหน้าที่การเงินที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคายอีกด้วย และขึ้นอีกหลายที่ในปีเดียวกัน
หลวงพ่อใหญ่ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดไทย จากการสอบถามผู้เฒ่า ผู้แก่ ก็บอกว่า เกิดมาก็เห็นอยู่อย่างนั้น ไม่พบหลักฐานว่าสร้างในสมัยใด ใครเป็นผู้สร้าง จึงเป็นเรื่องที่ต้องเชื่อฟัง และปฏิบัติตามประเพณีต่อไป เพราะปกติชาว อ.โพนพิสัย จะไปร่วมกับประกอบพิธี ไม่ว่าจะเป็นวันออกพรรษา และวันเข้าพรรษา จะร่วมกันทำพิธีกรรมที่วัดไทยตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นการจัดไหลเรือไฟที่มีมานานแสนนาน ก็จะทำพิธีกันที่ท่าน้ำวัดไทย
หลวงพ่อใหญ่ เป็นที่เคารพนับถือของคน อ.โพนพิสัย มาช้านาน ใครมีเรื่องเดือดร้อนก็จะนำเครื่องสักการะไปสักการะเพื่อขอพร สุดแล้วแต่จะขอกัน ผู้ไปขอพรก็จะสำเร็จตามความมุ่งหวังสมปรารถนาทุกคน ต่อมาหลังจากที่มี รอยพญานาคปรากฏขึ้นที่หน้ารถยนต์ ที่จอดอยู่หน้าวัดไทยแล้ว ทางกรรมการวัดก็ได้จัดทำพระบูชาจำลองหลวงพ่อใหญ่ขึ้น เพื่อให้ชาวบ้านนำไปสักการะบูชา ซึ่งก็มีหลายขนาดด้วยกัน
[แก้ไข] พญานาคกับตำนานปรัมปราของไทย
[แก้ไข] เหตุที่พระสุกจมน้ำ ที่เวินสุก บ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย
มีการเล่าขานถึงความศรัทธาของพญานาคว่า เหล่าพญานาค นั้นเป็นผู้ที่มีความเคารพ และศรัทธาในพระพุทธเจ้ามาก หลังจากที่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นที่เมืองล้านช้าง ประเทศลาว ความทราบถึงเหล่าพญานาค ที่อยู่เมืองบาดาล จึงได้แปลงกายขึ้นไปขอพระพุทธรูปกับเจ้าเมืองล้านช้าง โดยเจาะจงขอเอาพระสุก เพื่อไปไหว้สักการะบูชา ที่เมืองบาดาล ปกติเหล่าพญานาคเป็นผู้ที่ถือศีลแปดเคร่งครัดมาก พญานาค จะไม่ทำร้ายใคร ส่วนมนุษย์ตายในน้ำที่ว่าเงือกกินนั้น เงือกก็คือ พญานาค ชั้นเลว ประพฤติตนเกเร จึงชอบทำร้ายมนุษย์ตามน้ำ เดี๋ยวนี้พระสุกก็ยังจมอยู่ในแม่น้ำโขง ที่ที่เป็นที่อยู่ของเหล่า พญานาค ในเมืองบาดาล เวินสุกอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ตรงนั้นเป็นบริเวณปากน้ำงึมไหลลงมาออกแม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำสองสี
[แก้ไข] เมืองพญานาค หรือเมืองบาดาล
ในเมื่อมีเมืองมนุษย์ หรือโลกมนุษย์ โลกสวรรค์ หรือเมืองสวรรค์ ก็ต้องมีเมืองบาดาล (เมืองพญานาค) สองเมืองนอกจากเมืองมนุษย์แล้วหลายคนก็คงต้องอยากไปเห็นแน่ วิสัยของมนุษย์ชอบในสิ่งที่ท้าทาย ยิ่งห้ามก็ยิ่งอยากพบ อยากเห็นเมืองบาดาลอยู่ใต้เมืองมนุษย์ลงไปในใต้ดิน 16 กิโลเมตร (ตามความเชื่อ) มีคำเล่าลือเกี่ยวกับเมืองบาดาลในเขต อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
[แก้ไข] พระพุทธเจ้าเสด็จเทวโลก
ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าได้เสด็จพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน 500 รูป เพื่อเสด็จไปยังเทวโลก ได้ผ่านวิมานของเหล่าพญานาค ที่กำลังมีการรื่นเริงกันอย่างสนุกสนาน ที่มี นันโทปนันทนาคราช เป็นประธานใหญ่ เมื่อเห็นคณะสงฆ์ผ่านไปเหนือวิมานจึงมีความโกรธมาก จึงได้ตรงไปยังเขาพระสุเมรุแปลงตนเป็นนาคขนาดใหญ่ พันโอบเขาพระสุเมรุด้วยขดถึง 7 รอบ แล้วแผ่พังพานบังชั้นดาวดึงส์เอาไว้ เพื่อไม่ให้พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผ่านไปได้ และเมื่อเป็นดังนั้นได้มีพระอรหันต์หลายรูปอาสาปราบ แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต จน พระโมคคัลลานะ ผู้ซึ่งตามเสด็จไปด้วยอาสา พระองค์จึงทรงอนุญาต
ดังนั้น พระโมคคัลลานะ จึงได้แปลงกายเป็นนาคราชขนาดใหญ่กว่าถึงเท่าตัว พันเอานาคนันโทปะนันทะนาคราช เอาไว้ด้วยขดถึง 14 รอบ นาคราชทนไม่ไหวบันดาลให้ไฟลุกขึ้น พระโมคคัลลานะ ก็ให้เกิดไฟขึ้นเช่นกัน ไฟของนันโทปะนันทะนาคราชสู่ไม่ไหว จึงถามว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นใคร" ตอบว่า "เราคือโมคคัลลานะ ศิษย์ของตถาคต" นันโทปะนันทะนาคราช จึงบอกว่า ท่านจงคืนร่างกลับเป็นพระเหมือนเดิมเถิด แต่ด้วยนิสัยของผู้รู้ว่า นันโทปะนันทะนาคราช เป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ จึงได้แปลงกายให้เล็กนิดเดียว สามารถเข้ารูหู รูจมูกได้ แล้วเข้าไปตามรูต่างๆ จน นันโทปะนันทะนาคราช ทนไม่ไหว และนันโทปะนันทะนาคราช สู้ไม่ได้จึงหนีไป พระโมคคัลลานะ จึงแปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่ติดตามไป เมื่อหนีไม่พ้นจึงแปลงร่างเป็นมาณพหนุ่ม ยอมแพ้พระโมคคัลลานะและที่สุดจึงยอมให้พระพุทธเจ้าพร้อมพระอรหันต์ผ่านไปแต่โดยดี
[แก้ไข] ใต้เมืองโพนพิสัย
ลักษณะของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคายที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้านหัวเมืองจะมีลำห้วยหลวงไหลออกมา เรียกว่า ปากห้วยหลวง ตรงข้ามกับอำเภอโพนพิสัย คือ บ้านโดน ที่ขึ้นกับเมืองปากงึม ทุกวันนี้มีเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับเมืองบาดาลที่เชื่อว่าอยู่ใต้อำเภอ
โพนพิสัย ว่า ในหน้าแล้งจะมีหาดทรายขึ้นกลางแม่น้ำโขง แต่บริเวณอำเภอโพนพิสัยหาดทรายนี้จะขึ้นอยู่ฝั่งลาว บริเวณบ้านโดน วันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวบ้านโดนคนหนึ่ง ได้ลงมาตักเพื่อไปดื่ม โดยมีกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ลงมาที่หาดทราย เพราะบริเวณนั้นมีน้ำออกบ่อ (น้ำริน) เมื่อลงมาแล้วได้หายไป ชาวบ้านลงมาเห็นแต่กระป๋องน้ำ (หาบครุ) พ่อ แม่ ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบ จนครบ 7 วัน เมื่อไม่เห็นลูกสาว และคิดว่าลูกสาวคงจมน้ำตายแล้ว จึงได้พร้อมกับญาติพี่น้อง ชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภช
จนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน ลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตาย ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านกำลังฟังหมอลำกันอยู่ ทำให้ญาติพี่น้องแตกตื่นกันเป็นอย่างมาก บางคนก็วิ่งหนีเพราะคิดว่าเจอผีหลอกเข้า สุดท้ายลูกสาวจึงได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง หลังจากที่ตั้งสติได้ และแล้วญาติพี่น้องก็เข่ามาร่วมวงนั่งฟัง หญิงสาวเล่าให้ทุกคนฟังว่า "วันนั้นอากาศร้อนมาก น้ำดื่มหมดโอ่ง เมื่อลงไปเพื่อจะตักน้ำ เมื่อวางกระป๋องน้ำ (หาบครุ) ปรากฏว่าเห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกให้เข้าไปหา ตนได้เดินเข้าไปหา แล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตา จะพาลงไปเมืองบาดาล พอหลับตาได้สักครู่ หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา
เมื่อลืมตาขึ้นปรากฏว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์ มีดิน มีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่ ทุกคนจะนุ่งผ้าแดง และมีผ้าพันศีรษะเป็นสีแดงเหมือนกัน โดยด้านหน้าจะปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลงเหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (กลับร่างหมู กลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมือง ได้เดินไปเรื่อยๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฏว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ เหมือนสีขุ่นๆ ของน้ำ ชายคนนั้นได้บอกว่า นี่เป็นเมืองบาดาล และเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล และชาวเมืองจะมีงานสมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือน ที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า หลังจากที่เดินชมเมืองอยู่ไม่นาน ชายคนนั้นก็ได้นำขึ้นมาส่ง โดยการเดินมาทางเดิม ก็เป็นการเดินมาเรื่อยๆ แต่ได้ขึ้นมายืนอยู่บริเวณหาดทรายเหมือนเดิม แล้วก็ได้ขึ้นมาหาพ่อ แม่ นี้"
จากการเล่าของลูกสาว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องจึงได้จัดงานทำบุญทำพิธีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการต้อนรับขวัญให้กับลูกสาว ต่อมาอีก 7 วัน ลูกสาวก็ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตในที่สุด (เหตุการณ์นี้สอบถามได้จากผู้เฒ่า ผู้แก่ชาวโพนพิสัย คุ้มวัดศรีเกิดได้)
[แก้ไข] พญานาคให้น้ำ
พญานาค เป็นสัญลักษณ์แห่งธาตุน้ำ "นาคให้น้ำ" เป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านรู้และเข้าใจดี ที่ใช้วัดในแต่ละปี จำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า "นาคให้น้ำ 1 ตัว" แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น "มีนาคให้น้ำ 7 ตัว" จะวัดกลับกันกับจำนวนนาค ก็คือที่น้ำหายไป เกิดความแห้งแล้งนั้นก็เพราะ พญานาคเกี่ยงกันให้น้ำ แต่ละตัวจึงกลืนน้ำไว้ในท้องไม่ยอมพ่นน้ำลงมา
[แก้ไข] พญานาคเกี่ยวข้องกับคนไทย
เรามักจะเห็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับนาคได้เสมอ ในงาน จิตรกรรม ประติมากรรม และหัตถกรรม นาคเป็นส่วนประกอบที่สำคัญทางสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะตามอาคารวัดต่างๆ หลังคาอาคารที่สร้างขึ้นสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ และสถานบันศาสนสถาน ตามคตินิยมที่ว่า นาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันอันสูงส่ง เช่น นาคสะดุ้ง ที่ทอดลำตัวยาวตามบันได นาคลำยอง ที่ทำเป็นป้านลมหลังคาโบสถ์ ที่ต่อเชื่อมกับนาคสะดุ้ง นาคเบือน นาคจำลอง และนาคทันต์ คันทวยรูปพญานาค
[แก้ไข] บั้งไฟพญานาค
บั้งไฟพญานาค ได้นำมาผูกเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับ เร้าใจหลายชั่วอายุคน จนมีอยู่เกือบทุกท้องถิ่นและเรื่องพญานาคนี้ก็มีคนรู้จัก ดังจะเห็นจากเรื่องที่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาโปรดสัตว์ตามหลักฐานก็คือ เป็นรอยที่เรียกกันว่า พระพุทธบาท พญานาคที่ชื่อว่า มะรินทนานาค ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง มีความโหดร้ายมาก เมื่อพระพุทธเจ้าลงมาโปรด ก็เกิดความเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา คิดจะออกบวช แต่ไม่สามารถทำได้เนื่องจากเป็นสัตว์ จึงปวารณาตนเองเป็นพุทธศาสนิกชนตลอดมา และวันออกพรรษาจะถือว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ พุทธศาสนิกชนต่างเฉลิมฉลอง พญานาคก็เช่นกัน จึงจุดบั้งๆฟขึ้นจากแม่น้ำโขงเพื่อฉลองด้วย
เราจึงเห็นบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นเฉพาะวันออกพรรษาเท่านั้น ทั้งนี้ถ้าในปีใดถ้าประเทศไทยมีเดือนแปดสองหน วันออกพรรษาจะไม่ตรงกับประเทศลาว บั้งไฟพญานาคจะขึ้นเฉพาะตรงกับลาวเท่านั้นเพียงวันเดียว
คำถามส่วนมากที่จะได้รับคือ ทำไมดวงไฟไม่มีหาง เหมือนบั้งไฟทั่วไป ทำไมไม่มีควันสีขาว ทำไมไม่พุ่งขึ้นมา แต่พุ่งขึ้นไปแล้วหายไปในอากาศ เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำ และทำทำไม จะได้อะไรจากการกระทำนี้ ทั้งหมดเป็นคำถามที่หาคำตอบมาอธิบายไม่ได้ และยังมีคำถามอีกมากมายที่ถูกตั้งขึ้น เพื่อให้คนนำไปคิดเป็นปริศนาและพิสูจน์ต่อไป
[แก้ไข] พญานาค กับ เกจิอาจารย์
พญานาค...การเกิดบั้งไฟพญานาค จะเกิดด้วยประการใด อย่างไรนั้น เก็บเอาไปคิดเอง ไม่มีผู้ใดยืนยัน ในตำราหลายแห่งบอกว่า พญานาคตัวยาวใหญ่มีหงอน หรือบางแห่งก็บอกว่าหน้าเป็นคน หางเป็นงู เป็นพวกกึ่งเทวดา อยู่ในเมืองบาดาล ใต้แผ่นดินมีชื่อต่าง ๆ กัน
ทางคนไทยเชื้อสายอ้ายลาว มีความเชื่อว่า ในอดีตที่แคว้นยูนนาน มีพญานาค 2 ตัว เกิดวิวาทกัน ตัวหนึ่งหนีจากถิ่นคือหนองแส (หนองกระแส) เอาอกไถลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ เลยเกิดเป็นเแม่น้ำโขงขึ้น... ก็เลยมาตรงกับเรื่องบั้งไฟพญานาคที่ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย
ส่วนทางอินเดีย "นาค" ในบาลีลิปิกรรม แปลว่าประเสริฐ ดีเยี่ยม มีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ ตามที่กล่าวมาแล้ว
นาค หรือ พญานาค เป็นเรื่องความเชื่อหรือว่ามีจริงหรือไม่ แต่มีคนบอกว่า หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านเคยสัมผัสมาแล้วกับท่านเอง หรือ พระอาจารย์มั่น ภูริทัติตเถระ ก็เคยสัมผัสมาแล้วเช่นกัน คือเมื่อวันที่ขึ้น 15 ค่ำ มีชาวบ้านเห็นพระอาจารย์มั่น ภูริทัติตเถระ นั่งอยู่กลางลานวัด นั่งเทศน์อยู่คนเดียว ชาวบ้านก็คิดว่าท่านเป็นอะไรถึงได้มานั่งเทศน์อยู่คนเดียว ท่าจะสติไม่ดี แต่พอตอนเช้าชาวบ้านมาที่วัดเหมือนปกติ กลับพบว่าลานวัดมีแต่รอยงูใหญ่เต็มวัดไปหมด ไม่ทราบว่ามาได้อย่างไร เพราะเห็นแต่รอย ไม่เห็นตัว ชาวบ้านจึงพูดกันว่า ท่าจะเป็นเมื่อคืนนี้ ท่านนั่งเทศน์ให้พญานาคฟังแน่
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม อดีตเจ้าอากาศวัดป่าโคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย เป็นพระปฏิบัติกรรมฐาน สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัติตเถระ ท่านมีจริยปฏิปทาสูง เริ่มเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่วัยเด็กเป็นสามเณร ท่านชอบธุดงค์แต่ในป่า ห่างไกลจากผู้คน มุ่งปฏิบัติ
จนเทพยดา และ พญานาค อดที่จะชื่นชมและอนุโมทนาด้วยไม่ได้ ครั้งหนึ่งเมื่อท่านธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดน้ำริน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ร่วมกับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วันหนึ่งซึ่งเป็นวันพระ มีทายกทายิกามาฟังเทศน์มากมาย ในจำนวนนั้นมีชายคนหนึ่งนำอาหารมาถวายด้วย หลวงปู่จึงถามชายคนนั้นว่า อยู่ไหน เขาตอบว่าอยู่ใกล้นี่เอง แต่ทายกทายิกาที่มาทำบุญที่วัดไม่มีใครรู้จักเลย ท่านก็ให้ศีลให้พรพอจะกลับชายคนนั้นเก็บของเสร็จ ก็มากราบท่าน แล้วเดินลงจากศาลาไป ท่านก็คอยสังเกตว่าไปทางไหน ปรากฏว่าชายคนนั้นเดินลงไปในสระน้ำหน้าวัด ท่านจึงรู้ว่าชายคนนั้นคือ นาคมาณพ...
วิสัย พญานาค นั้นมีความเคารพผู้ทรงศีล ผู้ทรงคุณธรรม มนุษย์ก็เป็นกัลยาณชน ปรารถนาในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เช่นไร พญานาค ก็ปรารถนาในการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เช่นกัน
พญานาค...มีการเนรมิตกายได้ง่ายมาก เพียงแต่คิดก็เปลี่ยนไปตามต้องการ จะเป็นมนุษย์ สัตว์ ก็เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว ต่อมา...ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ธุดงค์เดี่ยวไปที่ อ.ท่าลี่ จ.เลย ได้ปักกลดอยู่ริมน้ำโขง ในใจคิดว่าอยากข้ามไปฝั่งลาวบ้าง พอตกตอนกลางคืน ขณะที่กำลังภาวนาอยู่นั้น เกิดนิมิตเห็นมาณพน้อยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาท่าน แล้วก็นั่ง
ลงกราบอย่างนอบน้อม แล้วพูดว่า...ทราบว่าพระคุณเจ้าปรารถนาจะไปวิเวกทางฝั่งลาว ปวงข้าน้อยรู้สึกดีใจยิ่ง จึงขอนิมนต์ท่านไปโปรดบรรดาสัตว์ที่ฝั่งนู้นด้วยเถิด ในนิมิตนั้นท่านก็รับนิมนต์
พอรุ่งเช้าหลังจากฉันจังหันแล้ว ท่านก็ธุดงค์ต่อลงไปยังฝั่งโขง มองไปเห็นเรือลำน้อยลำหนึ่งพายเข้ามาหาท่าน คนในเรือตะโกนมาที่ท่าน "จะไปฝั่งลาวไหม นิมนต์ลงเรือ" แล้วท่านก็ลงเรือจนขึ้นไปบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พอขึ้นฝั่งแล้วก็หันมาจะบอกขอบใจ ปรากฏว่าเรือน้อยลำนั้นหายไปแล้ว เห็นแต่จระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งขวางอยู่กลางลำน้ำโขง เมื่อท่านกำหนดจิตพิจารณา จึงทราบว่านั้นคือ พญานาค..มานิมนต์ท่านในนิมิต และแปลงกายเป็นคนพายเรือมารับส่งเรียบร้อยแล้ว จึงเปลี่ยนเป็นจระเข้มาขวางไว้ กลัวท่านจะธุดงค์กลับไทย
ในช่วงที่อยู่ฝั่งลาวนั้น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ท่านได้เห็นพญานาคในแม่น้ำโขงโผล่ขึ้นมาจากน้ำ มาแสดงคาราวะต่อท่านในรูปของพญานาค ที่ไม่ได้แปลงกายแต่อย่างใด ตัวใหญ่โตมาก เอาส่วนหัวขึ้นมาหาท่านที่ถ้ำ ส่วนหางอยู่ฝั่งแม่น้ำโขง เรื่องนี้ท่านยืนยันกับใครต่อใครว่าจริง...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่สิ่งลึกลับ เรายังไม่รู้ไม่เห็นอีกมาก
มีอีกครั้งที่ฝั่งลาว ช่วงที่ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ฉันอาหาร และญาติโยมกินอาหารเสร็จ ก็ได้ช่วยกันเอาบาตรพระไปเทล้าง เทอาหารลงไปในแม่น้ำโขง ทันใดนั้นก็เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ น้ำในแม่น้ำโขงที่ใสสะอาดเต็มไปด้วยตะกอนขุ่นมัว และมีเสียงสั่นสะเทือน น้ำทั้งวังเกิดหันตาไก่ (คือหมุนวน) พวกที่เทอาหารก็ไปรายงานให้หลวงปู่ทราบ และขอบารมีให้ช่วยเหลือ ท่านทำจิตพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จึงอธิบายว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เพราะว่า พญานาค โกรธที่พวกโยมทั้งหลายได้เทน้ำพริกน้ำเกลือ สิ่งสกปรกลงในน้ำไปถูกเขา ๆ จึงแสดงฤทธิ์เดชให้ดู เป็นการเตือนไม่ให้ทำเช่นนั้นอีก
แรก ๆ ก็มีผู้เชื่อฟัง แต่มีพระภิกษุหนุ่มรุ่นใหม่รูปหนึ่งไม่เชื่อ ได้เทอาหารลงไปอีกเป็นการลองของก็เกิดปรากฏการณ์อาเพศขึ้นอีกครั้ง น้ำขุ่นหมุนวน ครั้งนี้แรงกว่าเดิมจนตลิ่งพัง พระภิกษุรูปนั้นตกใจกระโดดขึ้นฝั่งเกือบไม่ทัน (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)
[แก้ไข] หลวงปู่เทสก์ กับ พญานาค
ที่วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย หลายคนมีความสงสัย และไม่รู้ว่าบริเวณนั้นเป็นสถานที่ที่ พญานาค อาศัยเฝ้ารักษาวัดหินหมากเป้งอยู่เหมือนกัน คือ
บริเวณสระน้ำด้านหน้าวัด แรก ๆ เมื่อทางชลประทานทำนบกั้นน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในวัด ปรากฏว่าทำนบเกิดรั่วอยู่บ่อย ๆ ไม่สามารถที่จะเก็บน้ำไว้ได้ เมื่อสอบถามจากหลวงปู่เทสก์ท่านบอกว่า บริเวณสระนั้นจะมีถ้ำลงไปเมืองพญานาค การทำทำนบจึงไม่อยู่ จะมีน้ำไหลออกอยู่เรื่อย และท่านยังบอกว่าเคยลงไปพบพญานาค อยู่หลายครั้งและเคยมีพญานาคมาฟังเทศน์ด้วย
แม้ก่อนที่จะมีการพระราชทานเพลิงศพท่าน ก็ปรากฏว่ามีงูใหญ่ (งูเหลือม 3 ตัว) ได้มาจากประเทศลาว ซึ่งคนทรงบอกว่า งูเหล่านี้ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพท่าน ถึงแม้ว่าจะมีคนเอาไปปล่อยไว้ที่อื่น งู 3 ตัว ตัวนั้นก็กลับมาเหมือนเดิม จนทางวัดได้สร้างศาลให้อยู่ 3 หลัง ไว้ที่หน้าถ้ำในสระน้ำ ทำให้มีประชาชนมาดูกันมาก
เหตุการณ์มหัศจรรย์ ในหนองคาย คนนับแสน แห่ชมพญานาคโผล่กลางแม่น้ำโขง
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2539 ก็ได้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในจังหวัดหนองคายที่ทำประชาชนต้องแตกตื่น และร้านค้าอาหารอยู่ริมน้ำโขงที่ซบเซามานานกลับคึกคักขึ้นอีกครั้งหนึ่ง นั่นก็คือ อยู่ ก็มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงที่บริเวณพระธาตุกลางน้ำ ที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี สิ่งที่เห็นได้สร้างความแปลกใจ ประหลาดแก่คนนับหมื่น ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงมีลักษณะเหมือนงูขนาดใหญ่เท่าลำตาล ในลักษณะเล่นน้ำ ชาวบ้านที่ไปดูต่างก็เชื่อว่าเป็นพญานาค ที่อารักษ์องค์พระธาตุจำนวน 3 ตัว
คนแรกที่เห็นคือ นางสุรีย์ สุนรัตน์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านวัดธาตุ ต.หาดคำ อ.เมือง ซึ่งขายส้มตำอยู่ร้านริมโขง บริเวณเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง บอกว่าขณะที่กำลังขายส้มตำอยู่ ชาวบ้านที่มาเดินเล่นที่เขื่อนกั้นตลิ่งพังก็เล่าให้ฟังว่า เห็นสิ่งประหลาดเกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขงตรงบริเวณองค์พระธาตุใต้น้ำ เมื่อหันออกไปดูพบว่าจริงอย่างที่เขาพูด คือ มีลักษณะเหมือนงูใหญ่ ลำตัวสีเขียวออกดำ ความยาวที่มองเห็นจากฝั่งประมาณ 20 เมตร กำลังว่ายทวนน้ำหยอกล้อกันอยู่ เมื่อชาวบ้านรู้ก็ออกมาดูกันมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละคนมองเห็นเหมือนกัน และวันนั้นเป็นวันพระ วันแห่เทียนเข้าพรรษาพอดี คนเฒ่า คนแก่บอกว่ามีคนเคยเห็นพญานาคเหมือนกัน
นางพร ขันแก้ว อายุ 38 ปี ที่มีบ้านอยู่ริมน้ำโขงก็บอกว่า เช้าวันนั้นได้มี นางสวาท บัวผัน ชาวคุ้มได้ลงไปที่แม่น้ำโขงเพื่อช้อนกุ้ง ขณะที่ช้อนกุ้งอยู่ ได้ยินเสียงน้ำแตกฟองดังผิดปกติ แรก ๆ ก็ไม่ได้สนใจอะไร พอดังขึ้นหลายครั้งจึงได้หันไปมองดูกลับพบเห็นสิ่งประหลาดขนาดใหญ่คล้ายครีบหางปลาช่อนขนาดใหญ่โผล่ขึ้นพันน้ำสูงประมาณ 2 วา สะบัดไปมา เท้าไวกว่าที่คิด ติดเกียร์วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตรีบขึ้นฝั่ง แล้วบอกคนออกมาดู เมื่อคนที่ถูกเรียกออกไปดูก็เห็นเหมือนกัน คือมีงูขนาดใหญ่ว่ายน้ำ หยอกล้อกันเล่นอยู่กลางโขง ต่อมา นางแถว ศรีพล อายุ 75 ปี อยู่คุ้มป่าพร้าว ซึ่งเป็นร่างทรงองค์พระธาตุบอกว่า สิ่งที่ประชาชนเห็นอยู่นั้นเป็นพญานาค ที่มานมัสการองค์พระธาตุกลางน้ำ และปีนี้จะอยู่รักษาศีลตลอดพรรษา เมื่ออกพรรษาแล้วจึงจะกลับเมืองบาดาล
จากปากต่อปากทำให้ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัดมาดูกัน ประกอบกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ตีพิมพ์ติดต่อกันหลายวัน ยิ่งทำให้ประชาชนมาดูกันขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ตามมาคือบรรดาแม่ค้า แม่ขายทั้งหลายต่างก็ขายอาหารการกินมากขึ้น เมื่อคนจำนวนมากก็เพิ่มรายได้ สิ่งที่เห็นก็ปรากฏให้เป็นจริง เมื่อคนมาดูกันก็บอกว่าเห็นเหมือนกัน ยิ่งวันแรก ๆ (29 ก.ค.39) พอตกกลางคืนมองจากฝั่งออกไปจะเห็นลำแสงเรือง ๆ เห็นได้ชัดเจนว่าเหมือนงูขนาดใหญ่เท่าต้นตาลว่ายทวนน้ำเล่นกันอยู่ วันแรกมี 3 ตัว พอหลายวันเข้าก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น จนถึง 6 ตัว
ตั้งแต่วันนั้น เรือที่ผ่านไปผ่านมา กลับไม่ออกไปและไม่ผ่าน ชาวบ้านก็ไม่กล้าที่จะลงไปเล่นน้ำเหมือนเช่นเคย ทุกวันชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นคนในจังหวัด ต่างอำเภอ ตลอดจนต่างจังหวัด ก็พากันเหมารถมาดูกัน วัน ๆ เนืองแน่นไปด้วยคน แม้งานประเพณีแข่งเรือที่ว่ามีคนมาก ก็ยังไม่มากขนาดมาดู พญานาค เล่นน้ำ
ต่างคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันต่าง ๆ นานา ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หลายคนบอกว่า เป็นท่อนไม้ขนาดใหญ่ไหลมาติดอยู่ที่องค์พระธาตุ บ้างก็บอกว่าเป็นคลื่นน้ำที่กระทบกับองค์พระธาตุ
ยิ่งมีการพูดกันเรื่องพญานาค นับวันก็ยิ่งมากด้วยฝูงชน เมื่อมาดูเห็นแล้วก็ยกมือสาธุตามความเชื่อของตนเอง เมื่อคนเพิ่มจำนวนมากขึ้น พญานาคก็แสดงตัวให้เห็นมากขึ้นโดยเหนือองค์พระธาตุ ก็เริ่มมีกระแสน้ำเป็นคลื่นยาวคล้ายงูใหญ่เท่ากับต้นตาลยาวกว่า 20 วา ได้ยกส่วนหางขึ้นเหนือน้ำตีน้ำเป็นคลื่นเหมือนงูพาดหาง แล้วต่อมาก็ยกส่วนที่เป็นลำตัวขึ้น เหมือนนาคสะดุ้ง จนเห็นท้องสีขาวเหลืองเหมือนท้องงู ทุกคนที่อยู่ฝั่งต่างมองเห็นเช่นกัน แต่ไม่เห็นส่วนตัว
บรรดาร่างทรงของเจ้าแม่ เจ้าพ่อทั้งหลายต่างก็ออกมาทรง โดยเฉพาะ นางหนูนิ่ม สีหไตร อายุ 42 ปี บ้านอยู่คุ้มป่าหลวง ซึ่งเป็นร่างทรงของเจ้าแม่กระดิ่งทอง บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ได้มีเจ้าพ่อพันพร้าว ได้มาเข้าร่างบอกว่า (มะพร้าวพันลูก) ก่อนวันเข้าพรรษาจะมีสิ่งประหลาดจากเมืองบาดาลมาปรากฏให้เห็น แต่ไม่ได้บอกว่าอะไร และจะมี พญานาค จากเมือง สันสัตตนาคนหุต (ประเทศลาว) มาประชุมกันที่องค์พระธาตุ ทั้งหมด 6 ท่าน และการมาครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายแก่ใคร เพียงนัดกันมาเพื่อกระทำกิจบางอย่าง และ พญานาค ที่มาก็เป็นพญานาคที่อารักษ์ลำน้ำโขง
ทางเจ้าอาวาสวัดสิริมหากัจยน์ (วัดธาตุ) บอกว่า องค์พระธาตุกลางน้ำ เป็นพระธาตุที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพระอรหันต์ 5 องค์ มาสร้างไว้โดยบรรจุพระธาตุพระบาทเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าไว้ และพังทลายลงไปอยู่กลางแม่น้ำโขงเมื่อ 300 ปีมาแล้ว ปัจจุบันอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 200 เมตร ซึ่งแต่ก่อนก็อยู่บนฝั่ง และเป็นธรรมดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพาอารักษ์ และเมื่อสมัยสงครามฝรั่งเศลเรือกำปันล่องไปมา เมื่อผ่านหากมีใครลบหลู่ด้วยวาจาก็จะมีอันเป็นไป และวันหนึ่งมีคนในเรือเยี่ยวลงไปในน้ำตรงพระธาตุ อยู่ ๆ เรือกลับจมลงไปเฉย ๆ มีผู้เสียชีวิตจำนวน 36 คน และทุกวันนี้ก็เหมือนกันหากนั่งเรือผ่านไปมาเยี่ยวลงไป เรือที่ลอยลำอยู่ดี ๆ ก็จะจมลง จึงไม่มีใครลบหลู่
จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่มีพญานาคเล่นน้ำนี้ เมื่อมาดูหลายคน เมื่อกลับบ้านแล้วฝันเห็นพญานาคบริเวณที่เกิดเหตุการณ์นี้ปกติพื้นน้ำก็เรียบปกติไม่มีอะไรปรากฏให้เห็น แต่มาครั้งนี้กลับมีสิ่งประหลาดให้เห็น
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

































