Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
- โอ้องค์พระ ธีร มหาราช
- มหาปราชญ์ ขวัญใจ ไทยสยาม
- พระปรเมศร์ แผ่ไกล ไปทุกคาม
- ชาวสยาม ไร้ทุกข์ สุขารมณ์
- ธ ทรงวาง รากฐาน งานล้ำค่า
- ให้พัฒนา แผ่กว้าง อย่างเหมาะสม
- ทรงปลูกฝัง สามัคคี ชาตินิยม
- ทุกสังคม ทั่วหล้า ศรัทธาไทย
- ธ ทรงเป็น มิ่งขวัญ จรรโลงชาติ
- ยามนิราศ ประชา น้ำตาไหล
- ธ ประทับ ณ สถาน พิมานใด
- ขอบูชา องค์ไท้ ไปชั่วกัลป์ฯ
สารบัญ |
[แก้ไข] พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) พ.ศ. 2453 – 2468

[แก้ไข] ประวัติความเป็นมา
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 29 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 2 ของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง พระราชสมภพ ณ วันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้นสองค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2423 ทรงพระนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนเทพทวาราวดี ใน พ.ศ.2431 ต่อมาใน พ.ศ.2437 สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ซึ่งทรงได้รับสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมาร ดำรงตำแหน่งรัชทายาท ได้เสด็จสวรรคตแล้ว พระองค์จึงทรงได้รับสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมาร ดำรงตำแหน่งรัชทายาทแทนและเมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกนาถเสด็จสวรรคต พระองค์จึงได้เสด็จเถลิงถวัยลราชสมบัติ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 เมื่อพระชนมายุได้ 30 พรรษา และได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 เมื่อพระชนมายุได้ 46 พรรษา รวมเวลาที่ได้เสวยสิริราชสมบัติได้ 16 ปี
ตลอดเวลา 16 ปี แห่งการเสวยสิริราชสมบัติของพระองค์นั้น นับเป็นระยะเวลาอันสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ อันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะพระองค์ทรงมีพระปัญญาบารมีเป็นเลิศในทางการประพันธ์ ซึ่งทรงสามารถพระราชนิพนธ์ได้ทุกประเภท ประชาชนชาวไทยจึงพร้อมกันถวายพระนามาภิไธยแต่พระองค์ว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”
ในวงการนักปราชญ์ราชบัณฑิต โดยทั่ว ๆ ไป ได้เป็นที่ยอมรับกันว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือสมเด็จพระมหาธีราชเจ้านั้น ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระปัญญาบารมีเป็นมหัศจรรย์ยิ่งนัก ที่พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ในหลาย ๆ ด้านในขณะเดียวกัน กล่าวคือ พระองค์ทรงเป็นนักการทหาร นักการเมือง นักปราชญ์ นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ นักการศาสนา นักกวี นักอักษรศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักวรรณคดี นักศิลปิน และนักประชาธิปไตย นอกจากนี้ ในรัชสมัยของพระองค์ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งพระองค์ได้ตัดสินพระทัยนำชาติไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และในที่สุด ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งเป็นการนำผลดีมาสู่ประเทศชาติเป็นอันมาก
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จสู่สมณเพศโดยทรงผนวชร่วมกับเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมขุนสงขลานครินทร (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรมบรมราชชนก) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ร.ศ.123 (พ.ศ.2447) ในรัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงมีพระนามฉายาว่า “วชิราวุโธ” และเจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช ทรงมีพระนามฉายาว่า “มหิตลาตุโต”
ในรัชสมัยของพระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ในการส่งเสริมให้ชาวไทยมีจิตใจเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเกี่ยวแก่ธรรมะไว้อย่างมากมายสำหรับใช้สั่งสอนประชาชน ทั้งยังทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทอบรมสั่งสอนเสือป่า ข้าราชบริหาร และประชาชนพลเมืองของพระองค์อยู่เนืองๆ
ในรัชสมัยของพระองค์ ไม่โปรดให้มีการสร้างวัดใหม่ เนื่องจากทรงพระราชดำริว่า วัดวาอารามในสยามประเทศนั้น มีอยู่มากมายเพียงพอแล้ว การสร้างวัดประจำรัชกาลจึงเป็นอันถูกระงับไปโดยปริยาย และได้ทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมสำหรับการศึกษาฝ่ายสงฆ์ และโรงเรียนสำหรับการศึกษาของกุลบุตรกุลธิดาแทน เพื่อขยายการศึกษาให้แพร่หลายยิ่งขึ้น แต่ก็มิได้ทรงงดเว้นในการบูรณะปฎิสังขรณ์วัดและปูชนียสถานอื่น ๆ โดยได้ทรงเฉลี่ยพระราชทรัพย์ให้เป็นค่าบูรณะปฎิสังขรณ์ ตามมากและน้อยโดยสมควรแก่การณ์
[แก้ไข] พระคู่หมั้น พระมเหสี และพระสน
1. หม่อมเจ้าหญิงวัลลภาเทวี วรวรรณ พระคู่หมั้น ได้สถาปนาเป็น "พระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี" แต่ภายหลังทรงถอนหมั้น และโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามว่า "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี"
2. หม่อมเจ้าหญิงลักษมีลาวัณ (นามเดิม ม.จ.หญิง วรรณวิมล วรวรรณ) พระขนิษฐาของพระองค์เจ้าวัลลภาเทวี หลังอภิเษกสมรส ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น "พระนางเธอลักษมีลาวัณ" แต่สุดท้ายประทับแยกกัน
3. คุณเปรื่อง สุจริตกุล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งพระสนมเอกที่ "พระสุจริตสุดา"
4. คุณประไพ สุจริตกุล (น้องของคุณเปรื่อง) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "พระอินทราณี" พระสนมเอก ต่อมาได้รับสถาปนาพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระบรมราชินี" ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระนามว่า "สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา"
5. คุณเครือแก้ว อภัยวงศ์ ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น เจ้าจอมสุวัทนา และได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น "พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี" ในที่สุด
[แก้ไข] พระราชกรณียกิจ
ด้านการรักษาความมั่นคงของชาติและการส่งเสริมศักยภาพทางการทหาร
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกฝังให้พสกนิกรมีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และทรงส่งเสริมความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนในการช่วยทหารป้องกันภัยอันอาจเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติด้วยการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกองเสือป่าขึ้น โดยได้เริ่มประกาศและชักชวนให้มีการจัดตั้งกองอาสาสมัครเสือป่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2454 และมีพิถีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาครั้งแรกของเสือป่าที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2454จะเห็นได้ว่า การเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัยได้นั้น นอกจากทรงเตรียมประชาชนให้ช่วยเสริมกำลังทหารซึ่งมีหน้าที่ในการป้องกัน อธิปไตยของชาติโดยตรงแล้ว พระองค์ก็ทรงเสริมศักยภาพทางการทหารให้เพิ่มพูนมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพของทหารเรือ เนื่องจากในสมัยนั้น ภัยจากมหาอำนาจทางตะวันตกซึ่งกำลังล่าอาณานิคมอยู่ในดินแดนแถบประเทศตะวันออกมักจะถูกรุกรานโดยใช้กำลังเข้ามาทางทะเล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสนับสนุนการจัดตั้งราชนาวีสมาคมและได้ทรงรณรงค์ให้ประชาชนบริจาคเงินช่วยการจัดซื้อเรือรบพระร่วง จนเป็นผลสำเร็จ อันเป็นการช่วยชาติและเป็นการเพิ่มแสนยานุภาพให้แก่กองทัพเรือให้มีเรือรบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงและยัง ทรงจัดหาที่ดินที่สัตหีบไว้เพื่อจัดสร้างฐานทัพเรือ นอกจากนี้ยังทรงเตรียมการป้องกันภัยของประเทศทางอากาศด้วยการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง กองบินทหารบกขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2456 ต่อมาพัฒนาเป็น กรมอากาศยาน และยกฐานะเป็นกองทัพอากาศ และทรงตั้ง ทหารรักษาวัง ที่จังหวัดภาคใต้ เพื่อป้องกันพระราชอาณาเขตตั้งแต่เพชรบุรีลงไปด้วย
อนึ่ง พระองค์ได้ทรงทำให้ประเทศสยามได้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในเวลาและโอกาสอันเหมาะสมและเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมทางด้านการทหารของไทยด้วยการส่งทหารไปร่วมรบในคราวที่เกิดภัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นการตัดสินพระราชหฤทัยได้อย่างถูกต้องเหมาะควรยิ่ง ทั้งนี้ผลสำคัญยิ่งที่ทำให้ไทยได้รับในฐานะที่เป็นประเทศที่เป็นฝ่ายชนะสงครามก็คือ ทำให้สามารถขอแก้ไขสัญญาทางการศาล ซึ่งไทยเสียเปรียบชาวต่างชาติมาเป็นเวลานานได้ผลสำเร็จทำให้ได้รับสิทธิสภาพะนอกอาณาเขตและได้รับเสรีภาพในการจัดเก็บภาษีขาเข้านำรายได้กลับคืนสู่ประเทศ และยังทำให้มีการแลกเปลี่ยนผู้ช่วยทูตทหารเป็นครั้งแรกคลอดจนทำให้ไทยได้เป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์กรอนามัยโลก เป็นต้น
การส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 นี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงส่งให้ทหารไปเพื่อร่วมรบแต่เพียงอย่างเดียวแต่ยังโปรดเกล้าฯ ให้ทหารบางคนไปเข้าเรียนการบิน ทั้งนี้บุคคลเหล่านั้นได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการบินของไทยนับว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ของชาติ
พระมหากรุณาธิคุณต่างๆ ดังกล่าวนี้ ล้วนเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง และเป็นการนำชาติไปสู่ความเป็นสากลได้อย่างมีศรีสง่า ทั้งนี้ในส่วนที่เป็นผลดีอันเกิดแก่ประชาชนก็คือ เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกของความรักชาติบ้านเมืองให้เกิดขึ้นความซึมซาบในเรื่องดังกล่าวทำให้รู้สึกและเข้าใจหน้าที่ของความเป็นพลเมืองที่จะต้องมีหน้าที่ในการปกปักรักษาชาติบ้านเมืองของตน รู้ถึงการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งหากมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเช่นนี้ ก็จะทำให้ประเทศชาติมีความเข็มแข็ง เกิดพลังของการสมัครสมานสามัคคี อันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สามารถรักษาชาติบ้านเมืองให้เป็นเอกราชอยู่ได้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงแก่ชาติและประชาชน เพราะทำให้เกิดความภูมิใจในความเป็นชาติไทยที่มิต้องตกเป็นเมืองขึ้นของผู้ใดและภูมิใจในความมีเกียรติมีศักดิ์ศรีที่ไม่ด้อยกว่าชาติใดในโลก
[แก้ไข] ทางด้านการศึกษา
ทางด้านการศึกษา ในปีพุทธศักราช 2459 ได้ทรงยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนให้เป็นสถาบันการศึกษาขั้นอุดม โดยทรงโปรดให้ตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นครั้งแรกที่ไทยได้มีมหาวิทยาลัยขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษา จัดงานการแสดงศิลปหัตถกรรมของนักเรียนขึ้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบเป็นครั้งแรกในปีพุทธศักราช 2455 และในปีเดียวกันนั้นได้ทรงโปรดให้จัดตั้งโรงเรียนพาณิชยการขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ.2456 ทรงโปรดให้จัดตั้งโรงเรียนเพาะช่าง โรงเรียนฝึกหัดครูสตรีเบญจมาลัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย ที่ทรงได้รับการศึกษาทั้งจากในประเทศและนอกประเทศทุกแขนงวิชา การที่ได้ทรงมีพระราชวโรกาสประทับศึกษาอยู่ต่างประเทศนานถึง 9 ปี ได้เสด็จประพาสรอบโลกและได้เสด็จกลับมาปฎิบัติ พระราชภารกิจใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถ ยังผลให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระปรัชญาณ ความรอบรู้และพระราชประสบการณ์อย่างกว้างขวางและเห็นการณ์ไกล ถึงกับทรงตระหนักแน่ว่าวิกฤตการณ์ทางการเมือง ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์อันเลวร้ายขึ้นในโลก กำลังขยายตัวกว้างไกลออกไปทุกที และย่อมจะต้องกระทบกระเทือนถึงสถานการณ์ทางหัวเมืองของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ว่าจะเร็วหรือช้าเท่านั้น จึงได้ทรงเตรียมแผนการในอันที่จะแก้ไขไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะได้เสด็จขึ้นครองราชย์ โดยมีสมเด็จพระบรมชนกนาถทรงให้การสนับสนุน พระบรมราโชบายของทั้งสองพระองค์จึงอยู่ในแนวเดียวกัน ดังนั้นการเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ประชาชนชาวไทยจึงเป็นงานอันเร่งด่วน เพราะเป็นมูลฐานอันสำคัญยิ่งในอันที่จะจุงใจให้ประชาชนชาวไทยสำนึกในความเป็นชาติเอกราช และสักการะเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดี
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.2454 พระองค์มีนโยบายหลักในการปกครองประเทศชาติ คือ การสร้างชาติไทยให้มีความเป็นเอกภาพ ด้วยการปลูกฝังความรู้สึกร่วมกันในด้านความจงรักภักดี ต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ขึ้นในจิตใจชนชาติไทย โดยทรงนำแบบอย่างมาจากอังกฤษ
ด้านสถานการณ์ภายในประเทศ ทรงพยายามปลุกระดมพสกนิกรให้ตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่รอดปลอดภัยของชาติ จะเห็นได้จากบทพระราชนิพนธ์ก็ดี พระบรมราโชวาท หรือพระราชดำรัสในโอกาสต่าง ๆ ก็ดี มักมีเนื้อหาสอดแทรกการปลูกฝังการรักชาติ การเตือนภัย การอบรมสั่งสอนเรื่องการประพฤติปฎิบัติหน้าที่พลเมืองดี พระราชกรณียกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การปรับปรุงส่วนเสริมศิลปวัฒนธรรม และขนบประเพณีของชาติ เป็นการยกระดับเกียรติภูมิของชาติให้เสมอภาคกับนานาอารยประเทศ
สมเด็จพระธีรมหาราชมหาปราชญ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงไร้พระราชโอรส หากแต่ทรงมีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง ในสมเด็จพระนางเจ้าสุวัฒนา พระวรราชเทวี ทรงพระนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา ศิริโสภาพรรณวดี สมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ทรงพระราชสมภพ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 ก่อนที่สมเด็จพระธีรมหาราช บรมราชชนกนาถ เสด็จสู่สวรรคัลลัยเพียงวันเดียว
สมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรมหาราชทรงครองราชย์ขณะที่ทรงมีพระชนมายุ 30 พรรษา ณ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453 คงดำรงอยู่ในศิริราชสมบัติได้ 16 ปี เสด็จสวรรคต ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 ศิริพระชนมายุได้ 45 พรรษา
[แก้ไข] ด้านศาสนา
การที่องค์พระปฐมเจดีย์ของจังหวัดนครปฐมมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกก็เพราะเป็นพระเจดีย์ที่มีความเก่าแก่และเป็นหลั กฐานว่ามีการเผยแผ่พระพุทธศาสนามายังประเทศไทยเป็นครั้งแรก ณ สถานที่นี้ และเป็นเจดีย์ที่ใหญ่และสูงที่สุดในประเทศไทย สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศมีความสนใจก็คือการได้มาเห็นและได้มาเคารพบูชาองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติที่สูงใหญ่ มีความศักดิ์สิทธิ์และมีความเป็นเลิศองค์หนึ่งด้วย ทั้งนี้ การที่พระร่วงโรจนฤทธิ์ได้ประดิษฐานอยู่หน้าพระวิหารโถงทางด้านทิศเหนือนี้ก็เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ ณ ที่นี้ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ เนื่องจากพระองค์ทรงพบพระพุทธรูปนี้ที่เมืองศรีสัชนาลัย องค์พระพุทธรูปชำรุดมาก พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมายังกรุงเทพฯ โดยให้ช่างปั้นและหล่อขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้จึงพระราชทานนามว่า พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ธรรมโมภาส มหาวชิราวุธราช ปูชนียบพิตร
นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหลวงเขียนจิตรกรรมฝาผนังภาพเทพประณมไว้ที่พระวิหารหลวงขององค์พระปฐมเจดีย์ อันทำให้เพิ่มความมีคุณค่า ความขลังความศักดิ์สิทธิ์ และความงามให้แก่ศาสนสถานแห่งนี้ด้วย
อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะที่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสธิราช สยามมกุฎราชกุมารก็ได้ทรงรับพระราชธุระในการปูกระเบื้องสีทองที่องค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม เพราะส่งผลให้เกิดสิ่งต่างๆ แก่องค์พระปฐมเจดีย์ตามมาดังกล่าวแล้วข้างต้น นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างบันไดนาคเป็นทางขึ้นไปนมัสการพระร่วงโรจนฤทธิ์และเพื่อให้รับกับพระวิหารโถงที่ประดิษฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ที่พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเช่นกัน พระมหากรุณาธิคุณนี้ทำให้องค์พระปฐมเจดีย์มีความงดงามเป็นศรีสง่ามากยิ่งขึ้น
ในรัชสมัยของพระองค์แม้จะทรงส่งเสริมให้สร้างโรงเรียนแทนวัด แต่ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดด้วย วัดดังกล่าวคือ วัดเสนหา (ตั้งอยู่ที่ตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม) ทั้งนี้พระองค์พระราชทานนามวัดตามชื่อของนายเพิ่มเสนหา บุนนาค ซึ่งเป็นผู้ถวายที่ดินเพื่อให้สร้างวัดในปี พ.ศ.๒๔๕๒ วัดนี้เป็นวัดอารามหลวงและเป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อให้คู่กับพระราชวังสนามจันทร์
นอกจากนี้พระองค์ทรงคำนึงถึงการสืบทอดพระธรรมอันเป็นแก่นหลักของพระศาสนา พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ชำระคัมภีร์อรรถกถาและจัดพิมพ์อรรถกถา พระวินัยปิฎก พระอภิธรรมปิฎกและพระสุตตันตปิฎก บางคัมภีร์ และในโอกาสต่อมาพระองค์ก็โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์อรรถกถาพระสุตตันตปิฎกจนครบบริบูรณ์ แล้วพระราชทานไปยังวัดต่างๆ ในพระราชอาณาจักรและพระราชทานไปยังนานาประเทศด้วย อันเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาทำให้การศึกษาพระปริยัติธรรมมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นและเป็นการเผยแพร่พระศาสนาที่สำคัญครั้งหนึ่งของประเทศ
การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในด้านที่เป็นศาสนสถานและศาสนวัตถุที่สำคัญนอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็คือ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา โดยทรงประกอบพิธี ณ บริเวณใกล้พระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ในพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระแก้วมรกตน้อย และพระนิโรคันตราย ทั้งนี้พระพุทธรูปทั้งสององค์ดังกล่าวนี้เป็นพระพุทธรูปสำคัญของบ้านเมืองสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
พระมหากรุณาธิคุณทางด้านศาสนาที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การที่ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมพระพุทธศาสนาไว้หลายเรื่องหลายรูปแบบ เช่น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เทศนาเสือป่า พระบรมราโชวาทในวันวิสาขบูชาพระบรมราชานุศาสนีย์แสดงคุณานุคุณ และ ธรรมาธรรมะสงคราม เป็นต้น
[แก้ไข] ด้านศิลปะและวัฒนธรรม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ที่มีความสนพระราชหฤทัยในเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมอย่างยิ่ง พระองค์จึงทรงส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมไทยในด้านต่าง ๆ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมือง และเป็นเครื่องแสดงถึงเอกลักษณ์หรือลักษณะเฉพาะของชาติไทยได้เป็นอย่างดีทรงกระทำตามพระราชปณิธานที่มีพระราชดำรัสไว้เพื่อทำนุบำรุงความเป็นไทยในด้านต่าง ๆ ตลอดมา ดังเช่น ทรงรวบรวมหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงและมหรสพทั้งทางด้านนาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์ เช่น กรมโขน กรมปี่พาทย์มหาดเล็ก และกองเครื่องสายฝรั่ง เป็นต้น มารวมจัดตั้งเป็นกรมมหรสพ ขึ้นในปี พ.ศ.2454 ทั้งนี้การทำนุบำรุงและส่งเสริมงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมนี้ ทรงกระทำทั้งด้วยวิธีการรักษาเอกลักษณ์ที่ดีของไทยไว้ และด้วยการนำแบบอย่างของศิลปะและวัฒนธรรมตะวันตกมาประยุกต์ให้เข้ากับศิลปะและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นการพัฒนาให้ก้าวหน้าและทันสมัย กล่าวคือ ในด้าน นาฎศิลป์และดุริยางคศิลป์นั้น นอกจากพระองค์จะทรงทำนุบำรุงด้านนาฏศิลป์ทั้งการแสดงละครรำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแสดงโขน และดนตรีไทยและ ในส่วนที่เกี่ยวกับดนตรีสากลพระองค์ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำชาวต่างประเทศที่มีความรู้ความสามารถด้านดนตรีสากลอย่างดียิ่งมาเป็นครูสอนที่โรงเรียนพรานหลวง และรับราชการประจำอยู่ ณ กรมมหรสพ ท่านผู้นั้นคือ นายปีเตอร์ ไฟท์ (ปิติ วาทยกร) หรือที่รู้จักกันดีในนามของพระเจนดุริยางค์ ทั้งนี้พระเจนดุริยางค์ได้ถ่ายทอดความรู้และเป็นครูฝึกให้ผู้สนใจมีความรู้ทั้งด้านการแต่งเพลงและการเล่นดนตรีสากลให้ถูกหลักวิชามากยิ่งขึ้น พระมหากรุณาธิคุณดังกล่าวส่งผลที่สำคัญยิ่ง คือ เป็นการสร้างบุคลากรของชาติที่มีใจรักทางด้านดนตรีสากลให้เป็นผู้มีความรู้และมีผลงานที่มีประสิทธิภาพสูงให้เกิดขึ้นในวงการเช่น เอื้อ สุนทรสนาน (สุนทราภรณ์) เป็นต้น นับเป็นการวางรากฐานทางศิลปะด้านนี้ให้มีความเจริญมั่นคงยิ่งขึ้นสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ในด้านประติมากรรมและจิตรกรรม พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลือกสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถจากประเทศอิตาลี ซึ่งมีความเจริญทางศิลปกรรมอย่างสูงมาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้หลักวิชาทางด้านทัศนศิลป์เพื่อให้ผู้ที่มีใจรักงานด้านนี้ได้รับความรู้ ความคิด ทั้งทางทฤษฎีและการปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาที่เป็นสากล และอาจารย์ชาวต่างประเทศผู้มาจากเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ในปี พ.ศ.2466 ท่านนั้นก็คือ คอราโดเฟอโรซี ( Corrado Feroci) หรือ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ซึ่งเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมอันทรงคุณค่าและเป็นศรีสง่าแก่บ้านเมืองไทยเป็นอันมาก นอกจากนี้ผลจากการที่นำผู้เชี่ยวชาญศิลปะตะวันตกมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิลปินไทยดังกล่าวทำให้ศิลปินไทยได้เรียนรู้แบบอย่างของการสร้างสรรค์งานศิลปะและส่งผลต่อการพัฒนาแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปกรรมของไทยด้วย นอกจากนี้ยังส่งผลที่สำคัญก็คือเป็นวิธีการสร้างศิลปินของชาติให้สืบทอดและพัฒนางานทางด้านนี้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้ากระหม่อมต่อวงการศิลปะ
อนึ่ง ในด้านงานละครพูด พระองค์ก็ทรงเป็นผู้พระราชทานกำเนิดงานด้านละครพูดให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ทั้งนี้นอกจากพระองค์จะทรงพราชนิพนธ์บทละครพูดเพื่อให้มีการจัดแสดงแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นผู้แสดง ผู้กำกับการแสดง และเป็นผู้วิจารณ์ด้วย กล่าวได้ว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศิลปินทางด้านนี้ และทรงเป็นผู้ที่วงการศิลปินประเภทศิลปะการแสดงละครเคารพสักการะในฐานะที่ทรงเป็นครูที่สำคัญพระองค์หนึ่งของวงการดังกล่าวด้วย
[แก้ไข] การพระราชทานกำเนิดนามสกุล
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ทำให้ประชาชนและประเทศชาติมีความเป็นสากลหลายด้าน แม้ในเรื่องของการที่คนไทยมีนามสกุลใช้กันอยู่ทุกคนในปัจจุบัน ก็เป็นเพราะพระองค์มีพระราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล ในปีพุทธศักราช 2456 เนื่องจากมีพระราชดำริว่า บุคคลทุกคนควรต้องมีทั้งชื่อตัวและนามสกุลต่อท้ายชื่อ เพราะจะเป็นวิธีการที่จะทำให้สามารถบัญญัติวิธีจดทะเบียนคนเกิด คนตาย และเรื่องเกี่ยวกับการสมรสได้ชัดเจน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการขนานนามสกุล และพระองค์ได้ทรงพระกรุณาอธิบายให้ทราบว่า “ แซ่” กับ “ นามสกุล” นั้นแตกต่างกันคือ ผู้ใช้แซ่เดียวกันอาจไม่ได้เป็นญาติสืบสายโลหิตกัน ส่วนผู้ที่ใช้นามสกุลเดียวกันนั้นจะต้องเป็นญาติสืบสายโลหิตกันเท่านั้น และหากมิได้สืบสายโลหิตเดียวกันก็อาจใช้นามสกุลเดียวกันได้ในกรณีที่สมรสหรือมีการรับเป็นบุตรบุญธรรม การพระราชทานกำเนิดให้มีการใช้นามสกุลกันทุกคนจึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่พสกนิกรถ้วนหน้า ทั้งนี้นานาอารยประเทศในขณะนั้นก็ล้วนมีนามสกุลใช้กันแล้ว
อนึ่ง พระองค์ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานนามสกุลให้ราชตระกูล เชื้อพระวงศ์ ข้าราชการ ตลอดจนสามัญชนทั่วไปเป็นจำนวนมากกว่า 6,400 นามสกุล และยังมีนามสกุลที่อยู่นอกบัญชีอีกจำนวนหนึ่ง
[แก้ไข] การใช้ปีพุทธศักราช
ทั้งนี้ได้ทรงประกาศให้เลิกใช้รัตนโกสินทร์ศกในปี พ.ศ.2456 ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง เพราะมีความสอดคล้องกับการนับถือพุทธศาสนาของคนไทยและทำให้เห็นจุดยืนที่สำคัญของชาติเกี่ยวกับด้านศาสนา ทั้งเป็นการแสดงให้เห็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติที่ผูกพันกับพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น ทั้งนี้นับว่า ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้พุทธศักราช สิ่งที่พระองค์พระราชทานให้นี้เป็นความภูมิใจและเป็นเครื่องสะท้อนถึงความเฉียบแหลมลึกซึ้งของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นพระประมุขของชาติ
ใน พ.ศ. ๒๕๒๔ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ยกย่องพระเกียรติคุณของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- สุทนต์ ขวัญนคร. ข้าราชฯ สำนักไทย : ประมวลภาพประวัติศาสตร์สยามประเทศ, กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์คลังทรัพย์)
- พิชิตชัย เชื้อมงคล. พระมหาธีรราชเจ้า : เรื่องราวบนแผ่นดินรัชสมัย “พระมงกุฎเกล้าฯ”,กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คลังทรัพย์.
- สิริ เปรมจิตต์ และจิตตสะอาด ศรียงค์, พระบรมราชจักรีวงศ์ : พระบรมฉายาลักษณ์และพระราชประวัติ 9 รัชกาล, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เสาวภาค และโรงเรียนเทพปัญญา
- บ้านฝันดอทคอม (สำนักความเป็นไทย)
- วิกีพีเดีย
- พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว











