Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
พระพุทธเจ้า ( Buddha) เป็นศาสดาของศาสนาพุทธ พุทธศานาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดาของตนเหมือนกันแต่รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน ฝ่ายเถรวาทให้ความสำคัญกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือพระโคตมพุทธเจ้า และกล่าวถึงพระพุทธเจ้าในอดีตกับในอนาคตบ้างแต่ไม่ให้ความสำคัญเท่า ฝ่ายมหายานนับถือพระพุทธเจ้าของฝ่ายเถรวาททั้งหมดและมีการสร้างพระพุทธเจ้าเพิ่มเติมขึ้นมาจนบางองค์มีลักษณะคล้ายเทพเจ้าของศาสนาฮินดู
ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธ ถือกันว่า พระพุทธเจ้า (พระโคตมพุทธเจ้า) พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง 80 ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ 543 ปีก่อนคริสต์กาลตามตำราไทยอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และ 483 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล
สารบัญ |
[แก้ไข] ความหมายของคำว่าพุทธะ
ในพระพุทธศาสนา พุทธะ (ภาษาบาลี พุทฺธ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน") หมายถึงบุคคลผู้ตรัสรู้อริยสัจ 4 แล้วอย่างถ่องแท้ ในชั้นอรรถกถา จำแนกพุทธะออกเป็น 3 จำพวกด้วยกันได้แก่
- พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางทีเรียกเพียง "พระพุทธเจ้า" คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเองและสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ (พระโคตมพุทธเจ้า) เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
- พระปัจเจกพุทธะ คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเองแต่จำเพาะผู้เดียว มิได้สอนให้ผู้อื่นรู้ตาม
- อนุพุทธะ คือบุคคลที่ตรัสรู้เนื่องด้วยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ในอรรถกถาบางแห่งจำแนกเป็น 4 คือ
- พระสัพพัญญูพุทธะ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
- ปัจเจกพุทธะ
- จตุสัจจพุทธะ (สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ได้บรรลุอรหัตตผล)
- สุตพุทธะ (ผู้เป็นพหูสูตร)
[แก้ไข] คำที่ใช้กล่าวเรียกพระพุทธเจ้า
มีหลายคำดังจะกล่าวต่อไปนี้
- พระบรมโพธิสัตว์, พระโพธิสัตว์ หมายถึง ท่านผู้ที่กำลังบำเพ็ญ บารมี 10 คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิฐาน เมตา อุเบกขา และ จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
- อังคีรส หมายถึง ท่านผู้มีรัศมีแผ่ออกมาจากพระกาย
- สิทธัตถะหมายถึง ท่านผู้ที่มีความเพียรพยายาม เมื่อต้องการสำเร็จ เป้าหมายที่ประสงค์จะทำ
- พระมหาบุรุษ เป็นคำที่ใช้เรียก พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ อีกความหมายหนึ่งคือ บุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตถาคต เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงพระองค์เองมี ความหมาย 8 อย่างคือ
- พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น
- พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น
- พระผู้เสด็จมาถึงตถลักษณะ
- พระผู้ตรัสรู้ตถธรรมตามที่มันเป็น
- พระผู้ทรงเห็นอย่างนั้น
- พระผู้ตรัสอย่างนั้น
- พระผู้ทำอย่างนั้น
- พระผู้เป็นเจ้า
- ตถาคตโพธิสัทธา หมายถึง การเชื่อถือปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต
- ธรรมกาย หมายถึงท่าน ผู้มีธรรมในกาย
- ธรรมราชา หมายถึง ท่านผู้เป็นราชาแห่งธรรม
- ธรรมสวามิศร, ธรรมสามิสร หมายถึง ท่านผู้เป็นใหญ่โดยเป็นเจ้าของธรรม
- ธรรมสามี หมายถึง ท่านผู้เป็นเจ้าของธรรม
- ธรรมิศราธิบดี หมายถึง ท่านผู้เป็นอธิปดีในธรรม เป็นคำกวีหมายถึงพระพุทธเจ้า
- บรมศาสดา, พระบรมศาสดา หมายถึง ท่านผู้เป็น ศาสดาอันยอดยิ่ง พระผู้เป็นครูสูงสุด พระบรมครู
- พระผู้มีพระภาคเจ้า
- พระพุทธเจ้าหมายถึง ท่านผู้รู้ดี รู้ชอบ ด้วยตนเองก่อนแล้ว สอนประชุมชนให้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
- พระศาสดา หมายถึง ท่านผู้ทรงสอนชนทั้งปวง
- พระสัมพุทธเจ้า, พระสัมมาสัมพุทธเจ้า]], พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า, สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึง พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ
- ภควา หมายถึง ท่านผู้เป็นผู้มีโชค หรือ ท่านผู้จำแนกแจกธรรม
- มหาสมณะ
- โลกนาถ, พระโลกนาถ หมายถึง พระผู้เป็นที่พึ่งแห่งโลก
- สยัมภู, พระสัมภู หมายถึง ท่านผู้ตรัสรู้ได้โดยตนเอง ไม่มีใครมาสั่งสอน
- สัพพัญญู, พระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า หมายถึง ท่านผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
- พระสุคต, พระสุคโต หมายถึง ท่านผู้เสด็จไปดีแล้ว
[แก้ไข] พระพุทธเจ้าตามความเชื่อของฝ่ายเถรวาท
ในพระไตรปิฏกกล่าวว่า ในอดีตจนถึงปัจจุบันมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว 25 พระองค์ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นองค์ที่ 25 และพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปคือพระศรีอารยเมตไตรย ในทัสศนะเถรวาทถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ที่เหนือกว่าคนทั่วไปคือพระองค์พบทางดับทุกข์ได้ด้วยพระองค์เอง และเผยแพร่หนทางนั้นต่อสรรพสัตว์ ทรงเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ เมื่อทรงดับขันธปรินิพพาน คือดับไปโดยไม่เหลือเชื้อใดๆ ผู้จะเป็นพระพุทธเจ้าต้องทำความดี (บารมี) มาในชาติก่อน ๆ นับชาติไม่ถ้วน (ก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระโพธิสัตว์)
[แก้ไข] ประเภทของพระพุทธเจ้า
ในพระไตรปิฎกจะแบ่งประเภทของพระพุทธเจ้าไว้ดังนี้ การแบ่งประเภทของพระพุทธเจ้าตามวิธีการสร้างบารมี
- ปัญญาพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำ
- ศรัทธาพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ
- วิริยะพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าที่สร้างบารมีโดยใช้วิริยะเป็นตัวนำ
[แก้ไข] พระพุทธเจ้าในอดีต
เรื่องราวอันเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในอดีต มีกล่าวไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนาหลายคัมภีร์ ทั้งที่เป็นพระไตรปิฎกอรรถกถา ฎีกา และหนังสือที่ท่านผู้เป็นปราชญ์ในแต่ละยุคได้รจนาไว้ ด้วยอ้างถึงพระสูตร ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ซึ่งพระโคตมพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ทรงเป็นสัพพัญญู สมบูรณ์ด้วยทศพลญาณอันไม่ติดขัด ได้ทรงแสดงเรื่องเกี่ยวพระพุทธเจ้าในอดีตเหล่านี้ได้ด้วยพระโอษฐ์ของพระองค์เองแก่พระประยูรญาติ หมู่ภิกษุสงฆ์สาวก เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ณ นิโครธารามมหาวิหารใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ พระสาวกทั้งหลายได้ทรงจำถ่ายทอดโดยการท่องในยุคแรก และจดจารึก เป็นตำราคัมภีร์ในภายหลัง จนสืบต่อมาถึงปัจจุบันนี้
อนึ่ง เนื่องด้วยพระโคตมพุทธเจ้า ยังไม่ได้รับพุทธพยากรณ์ในอดีตพระพุทธเจ้า 3 พระองค์แรก คือ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า และพระสรณังกรพุทธเจ้า แห่งสารมัณฑกัป เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นี้จึงมีเพียงเล็กน้อย ส่วนพระพุทธเจ้าในอดีต 24 พระองค์ที่มาภายหลังนั้น ได้ให้พุทธพยากรณ์แก่พระโคตมพุทธเจ้าไว้ทุกพระองค์ จึงมีประวัติเรื่องราวแสดงไว้มากกว่า ซึ่งพระประวัติของพระพุทธเจ้า แต่พระองค์นั้นมี แต่จะขอนำเฉพาะรายชื่อของพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหมด 27 พระองค์ ดังต่อไปนี้
- พระตัณหังกรพุทธเจ้า
- พระเมธังกรพุทธเจ้า
- พระสรณังกรพุทธเจ้า
- พระทีปังกรพุทธเจ้า
- พระโกณฑัญญะพุทธเจ้า
- พระสุมัคละพุทธเจ้า
- พระสุมนะพุทธเจ้า
- พระเรวตะพุทธเจ้า
- พระโสภิตะพุทธเจ้า
- พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า
- พระปทุมะพุทธเจ้า
- พระนารทะพุทธเจ้า
- พระปทุมุตตระพุทธเจ้า
- พระสุเมธะพุทธเจ้า
- พระสุชาตะพุทธเจ้า
- พระปิยทัสสีพุทธเจ้า
- พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า
- พระธรรมทัสสีพุทธเจ้า
- พระสิทธัตถะพุทธเจ้า
- พระติสสะพุทธเจ้า
- พระปุสสะพุทธเจ้า
- พระวิปัสสีพุทธเจ้า
- พระสิขีพุทธเจ้า
- พระเวสสภูพุทธเจ้า
- พระกกุสันธะพุทธเจ้า
- พระโกนาคมนะพุทธเจ้า
- พระกัสสปะพุทธเจ้า
[แก้ไข] พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
พระพุทธเจ้าทั้ง 27 พระองค์ ดังที่ได้นำเสนอมาแล้วนั้น ถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าในอดีต ด้วยเหตุว่าทรงอุบัติขึ้นก่อนพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และเมื่อยกเว้นพระพุทธเจ้า 3 พระองค์แรกแล้ว พระพุทธเจ้าในอดีตเหล่านี้ ได้ให้พุทธพยากรณ์แก่พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ทั้งสิ้น และการที่เรียกพระโคตมพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ทั้งที่ได้ดับขันธปรินิพพานไปนานแล้วนั้น ก็ด้วยเหตุว่าแม้พระองค์จะปรินิพพานไปนานแล้วแต่พระศาสนาคือพระธรรมคำสอนยังดำรงอยู่ ในคัมภีร์สารัตถะสังคหะ แสดงไว้ว่า ตราบใดที่พระสารีริกธาตุมีประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดยังปรากฏอยู่ ตราบนั้นชื่อว่าพระพุทธเจ้ายังทรงดำรงอยู่ ต่อเมื่อใดอันตรธาน 5 ประการ มีปริยัตติอันตรธานเป็นเบื้องต้น และมีธาตุอันตรธานเป็นเบื้องปลายได้เกิดขึ้นแล้วจึงจะชื่อว่าหมดยุคแห่งพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน คือ
[แก้ไข] พระพุทธเจ้าในอนาคต
มีจำนวน 10 พระองค์ คือ
- พระศรีอาริยเมตไตรย
- พระรามะพุทธเจ้า
- พระธรรมราชพุทธเจ้า
- พระธรรมสามีพุทธเจ้า
- พระนารทพุทธเจ้า
- พระรังสีมุนีพุทธเจ้า
- พระเทวเทพพุทธเจ้า
- พระนรสีหพุทธเจ้า
- พระติสสพุทธเจ้า
- พระสุมังคลพุทธเจ้า
หากแบ่งตามกัปป์ โดยการนับอสงไขยในที่นี้ จะนับอสงไขยแรกโดยเริ่มนับจากช่วงเวลาที่ อดีตชาติของพระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มสร้างบารมี โดยการอธิษฐานในใจต่อหน้าพระพักตร์ของพระสัมมาพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก จะมีพระพุทธเจ้าในอดีตดังต่อไปนี้
- กัปแรกในต้นอสงไขยที่ 17 เป็นสารมณฑกัป คือ กัปที่มีพระพุทธเจ้า 4 พระองค์
- พระตัณหังกรพุทธเจ้า
- พระเมธังกรพุทธเจ้า
- พระสรนังกรพุทธเจ้า
- พระทีปังกรพุทธเจ้า
- กัปหนึ่งในอสงไขยที่ 18 เป็นสารกัป คือ กัปที่มีพระพุทธเจ้า 1 พระองค์
- พระโกณฑัญญะพุทธเจ้า
- กัปหนึ่งในอสงไขยที่ 19 เป็นสารมณฑกัป คือ กัปที่มีพระพุทธเจ้า 4 พระองค์
- พระสุมังคละสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระสุมนะสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระเรวตะสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระโสภิตะสัมมาสัมพุทธเจ้า
- กัปหนึ่งในอสงไขยที่ 20 เป็นสารวรกัป คือ กัปที่มีพระพุทธเจ้า 3 พระองค์
- สมเด็จพระอโนมทัสสีสัมพุทธเจ้า
- สมเด้จพระปทุมะสัมพุทธเจ้า
- สมเด็จพระนารทะสัมพุทธเจ้า
- ช่วงเศษแสนมหากัป ของ อสงไขยปัจจุบัน
- กัปหนึ่งมีพระพุทธเจ้า 1 พระองค์. บางตำราว่าเป็นมัณฑกัป บางตำราก็ว่าเป็นสารกัป.
- พระปทุมมุตระพุทธเจ้า
- สูญกัป (กัปที่ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น) 30,000 กัป
- มัณฑกัป คือ มีพระพุทธเจ้า 2 พระองค์
- พระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระสุชาตะสัมมาสัมพุทธเจ้า
- สูญกัป 60,000 กัป
- วรกัป คือ มีพระพุทธเจ้า 3 พระองค์
- พระปียทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระอัตถทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระธรรมทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า
- สูญกัป 24 กัป
- สารกัป คือ มีพระพุทธเจ้า 1 พระองค์
- พระสิทธัตถะสัมมาสัมพุทธเจ้า
- สูญกัป 1 กัป
- มัณฑกัป คือ มีพระพุทธเจ้า 2 พระองค์
- พระติสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระมหาปุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้า
- สารกัป คือ มีพระพุทธเจ้า 1 พระองค์
- พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า
- สูญกัป 60 กัป
- มัณฑกัป คือ มีพระพุทธเจ้า 2 พระองค์
- พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระเวสสภูสัมมาสัมพุทธเจ้า
- สูญกัป 30 กัป
- กัปปัจจุบัน เป็น ภัทรกัป คือ มีพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
- พระกกุสันธะสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระโกนาคมสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า
- พระศรีศากยมุนีโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)
- พระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้า
- กัปหนึ่งมีพระพุทธเจ้า 1 พระองค์. บางตำราว่าเป็นมัณฑกัป บางตำราก็ว่าเป็นสารกัป.
[แก้ไข] พระพุทธเจ้าตามความเชื่อของฝ่ายมหายาน
นิกายมหายานยอมรับพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ฝ่ายเถรวาททั้งหมดและยังสร้างพระพุทธเจ้าอีกมากมาย ทั้งที่เป็นมนุษย์และมีสถานะเหมือนเทพเจ้าในศาสนาฮินดู นิกายมหายานเชื่อว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่ดับสูญแต่ไปประทับ ณ พุทธเกษตรซึ่งเป็นดินแดนที่งดงามกว่าสวรรค์ พระพุทธเจ้าตามคติมหายานแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
- อาทิพุทธะ ถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าที่อุบัติมาพร้อมกับโลกและประทับอยู่กับโลกเป็นนิรันดร์ มีบทบาทคล้ายพระพรหมในศาสนาฮินดูที่เป็นผู้สร้างโลกและจักรวาล
- พระมานุสสพุทธะ เป็นพระพุทธเจ้าที่อวตารมาจากอาทิพุทธะมาเกิดในโลกมนุษย์และบำเพ็ญเพียรในฐานะพระโพธิสัตว์จนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อปรินิพพานแล้วจะไปอยู่กับอาทิพุทธะ คล้ายกับคติของศาสนาฮินดูที่เมื่อทำความดีถึงขั้นสูงสุดจะกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของมหาพรหม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจจุบัน ทางมหายานเรียกว่าพระศากยมุนีพุทธเจ้า เป็นพระมานุสสพุทธะด้วยเช่นกัน
- พระธยานิพุทธะ เป็นพุทธะที่อวตารมาจากอาทิพุทธะเช่นกันแต่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าด้วยอำนาจฌาน (ธยาน) ของอาทิพุทธะไม่ได้ผ่านการบำเพ็ญเพียรในโลกมนุษย์ พุทธะเหล่านี้ประทับบนสวรรค์ ในสภาวะกายทิพย์ มีเฉพาะพระโพธิสัตว์ที่มองเห็นได้
[แก้ไข] พระพุทธสรีระ
[แก้ไข] มหาบุรุษ ลักษณะ 32 ประการ
ผู้ที่มีมหาบุรุษลักษณะ เป็นคำที่ใช้เรียกพระพุทธเจ้าเมื่อก่อนตรัสรู้ ลักษณะของมหาบุรุษมี 32 ประการ คือ
- มีพระบาทราบเสมอกัน (พระบาท = เท้า)
- ลายพื้นพระบาทเป็นจักร (จักร = รูปลอยล้อรถ คือธรรมนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ดุลล้อนำไป สู่ที่หมาย)
- มีส้นพระบาทยาย (ถ้าแบ่ง 4 ส่วน พระชงฆ์ตั้งอยู่ในส่วนที่ 3) (พระชงฆ์ = แข้ง)
- มีนิ้วยาวเรียว (หมายถึงนิ้วพระหัตถ์และพระบาทด้วย)(นิ้วพระหัตถ์ = นิ้วมือ)
- ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
- ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย
- มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ อัฐิข้อพระบาทตั้งลอยอยู่หลังพระบาท กลับกลอกได้คล่อง เมื่อทรงดำเนินผิดกว่าสามัญชน (อัฐิ = กระดูก ดำเนิน = เดิน)
- พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
- เมื่อยืนตรง พระหัตถ์ทั้งสองลูบจับพระชานุ (พระชานุ = เข่า)
- มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก (พระคุยหะ = อวัยวะที่ลับ)
- มีฉวีวรรณดุจสีทอง (ฉวีวรรณ =สีผิวกาย)
- พระฉวีละเอียด (พระฉวี = ผิว)
- มีเส้นพระโลมาเฉพาะขุมละเส้น ๆ (พระโลมา = ขน)
- เส้นพระโลมาดำสนิทเวียนเป็นทักขิณาวัฏ มีปลายงอนขึ้นข้างบน (ทักขิณาวัฏ = วนเลี้ยวทางขวาอย่างเข็มนาฬิกา)
- พระกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม
- มีพระมังสะอูมเต็มในที่ 7 แห่ง (คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง 2 และหลังพระบาททั้ง 2 , พระอังสาทั้ง 2, กับลำพระศอ) (พระมังสะ = เนื้อ , ชิ้นเนื้อ พระอังสา = บ่า,ไหล่ พระศอ = คอ)
- มีส่วนพระสรีระกายบริบูรณ์ (ล่ำพี) ดุจกึ่งท่อนหน้าแห่งพญาราชสีห์ (สรีระ = ร่างกาย)
- พระปฤษฎางค์ราบเต็มเสมอกัน (พระปฤษฎางค์ = ส่วนหลัง,ข้างหลัง)
- ส่วนพระกายเป็นปริมณฑล ดุลปริมณฑลแห่งต้นไทร(พระกายสูงเท่ากับว่าของพระองค์)(วา = เท่ากับ 4 ศอก ประมาณ 2 เมตร)
- มีลำพระศอกกลมงามเสมอตลอด
- มีเส้นประสาทสำหรับรสพระกระยาหารอันดี
- มีพระหนุดุจคางแห่งราชสีห์ (โค้งเหมือนวงพระจันทร์)(พระหนุ = คาง)
- มีพระทนต์ 40 ซี่ (ข้างละ 20 ซี่) (พระทนต์ = ฟัน)
- มีพระทนต์เรียบเสมอกัน
- พระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่าง
- เขี้ยวพระทนต์ทั้ง 4 ขาวงามบริสุทธ์
- พระชิวหาอ่อนและยาว (อาจแผ่ปกพระนลาฏใต้)(พระชิวหา = ลิ้น พระนลาฎ = หน้าผาก)
- พระสุรเสียงดุจท้าวมหาพรหม ตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก
- พระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
- ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
- มีอุณาโลมระหว่างพระโขนง เวียนขวาเป็นทักขิณาวัฏ (อุณาโลม = ขนระหว่างคิ้ว)
- มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ (พระเศียร = ศีรษะ)
[แก้ไข] อนุพยัญชนะ 80 ประการ
นอกเหนือจากมหาบุรุษลักษณะ 32 ประการแล้ว ยังมีลักษณะข้อปลีกย่อยของพระมหาบุรุษ นิยมเรียกกันว่า "อสีตยานุพยัญชนะ" หรือ "อนุพยัญชนะ" อีก 80 ประการด้วยกัน คือ
- มีนิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทอันเหลืองงาม
- นิ้วพระหัตถ์และนิ้วพระบาทเรียวออกไปโดยลำดับแต่ต้นจนปลาย
- นิ้วพระหัตถ์แลนิ้วพระบาทกลมดุจนายช่างกลึงเป็นอันดี
- พระนขาทั้ง 20 มีสีอันแดง (พระนขา = เล็บ)
- พระนขาทั้ง 20 นั้น งอนงามช้อนขึ้นเบื้องบนมิได้ค้อมลงเบื้องต่ำ ดุจเล็บแห่งสามัญชนทั้งปวง
- พระนขานั้นมีพรรณอันเกลี้ยงกลมสนิทมิได้เป็นริ้วรอย
- ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทซ่อนอยู่ในพระมังสะมิได้สูงขึ้นปรากฏออกมาภายนอก
- พระบาททั้งสองเสมอกันมิได้ย่อมใหญ่กว่ากันมาตรว่าเท่าเมล็ดงา
- พระดำเนินงามดุจอาการเดินแหงกุญชรชาติ
- พระดำเนินงามดุจสีหราช
- พระดำเนินงามดุจดำเนินแห่งหงส์
- พระดำเนินงามดุจอสุภราชดำเนิน
- ขณะเมื่อยืนจะย่างดำเนินนั้น ยกพระบาทเบื้องขวาย่างไปก่อน พระกายเยื้องไปข้างเบื้องขวาก่อน
- พระชานุมณฑลเกลี้ยงกลมงามบริบูรณ์ บ่มิได้เห็นอัฏฐิสะบ้าปรากฏออกมาภายนอก
- มีบุรุษพยัญชนะบริบูรณ์ คือมิได้กิริยามารยาทคล้ายสตรี
- พระนาภีมิได้บกพร่อง กลมงามมิได้วิกลในที่ใดที่หนึ่ง (พระนาภี = สะดือ)
- พระอุทรมีสัณฐานอันลึก (พระอุทร = ท้อง)
- ภายในพระอุทรมีรอยเวียนเป็นทักขิณาวัฏ
- ลำพระเพลาทั้งสองงามดุจลำสุวรรณกัททลี (พระเพลา = ตัก, ขา ; สุวรรณกัททลี = ลำต้นกล้วยสีทอง)
- งวงแห่งเอราวัณวัณเทพหัตถี (เอราวัณเทพยหัตถี = ช้าง 33 เศียร เป็นพาหนะของพระอินทร์)
- พระอังคาพยพใหญ่น้อยทั้งปวงจำแนกเป็นอันดี คืองามพร้อมทุกสิ่งหาที่ตำหนิบ่มิได้ (พระอังคาพยพ = องคาพยพ = ส่วนน้อยใหญ่แห่งร่างกาย, อวัยวะน้อยใหญ่)
- พระมังสะที่ควรจะหนาก็หนา ที่ควรบางก็บางตามที่ทั่วทั้งพระสรีรกาย
- พระมังสะมิได้หดหู่ในที่ใดที่หนี่ง
- พระสรีกายทั้งปวงปราศจากต่อมและไฝปาน มูลแมลงวันมิได้มีในที่ใดที่หนึ่ง
- พระกายงามบริสุทธิ์พร้อมสมกันโดยตามลำดับทั้งเบื้องบนแลเบื้องล่าง
- พระกายงามบริสุทธิ์สิ้นปราศจากมลทินทั้งปวง
- ทรงพระกำลังมาก เสมอด้วยกำลังแห่งกุญชรชาติประมาณถึงพันโกฏิช้าง ถ้าจะประมาณด้วยกำลังบุรุษก็ได้ถึงแสนโกฏิบุรุษ (โกฏิ = สิบล้าน)
- มีพระนาสิกอันสูง (พระนาสิก = จมูก)
- สัณฐานพระนาสิกงามแฉล้ม
- มีพระโอษฐเบื้องบนเบื้องต่ำมิได้เข้าออกกว่ากัน เสมอเป็นอันดี มีพรรณแดงงามดุจสีผลตำลึงสุก (พระโอษฐ = ปาก, ริมฝีปาก)
- พระทนต์บริสุทธิ์ปราศจากมูลมลทิน
- พระทนต์ขาวดุจดังสีสังข์
- พระทนต์เกลี้ยงสนิทมิได้เป็นริ้วรอย
- พระอินทรีย์ทั้ง ๕ มีจักขุนทรีย์ เป็นอาทิงามบริสุทธิ์ทั้งสิ้น (พระอินทรีย์ = ร่างกาย และจิตใจ)
- พระเขี้ยวทั้ง ๔ กลมบริบูรณ์
- ดวงพระพักตร์มีสัณฐานขาวสวย
- พระปรางค์ทั้งสองดูเปล่งงามเสมอกัน (พระปรางค์ = แก้ม)
- ลายพระหัตถ์มีรอยอันลึก
- ลายพระหัตถ์มีรอยอันยาว
- ลายพระหัตถ์มีรอยอันตรง บ่มิได้ค้อมคด
- สายพระหัตถ์มีรอยอันแดงรุ่งเรือง
- รัศมีพระกายโอภาสเป็นปริมณฑลโดยรอบ
- กระพุ้งพระปรางค์ทั้งสองเคร่งครัดบริบูรณ์
- กระบอกพระเนตรกว้างแลยาวงามพอสมกัน
- ดวงเนตรกอปรด้วยประสาททั้ง ๕ มีขาวเป็นอาทิผ่องใสบริสุทธิ์ทั้งสิ้น
- ปลายเส้นพระโลมาทั้งหลายมิได้วอมิได้คด
- พระชิวหามีสัณฐานอันงาม
- พระชิวหาอ่อนบ่มิได้กระด้าง มีพรรณอันแดงเข้ม
- พระกรรณทั้งสองมีสันฐานอันยาวดุจกลีบปทุมชาติ (พระกำรณ = หู)
- ช่องพระกรรณมีสัณฐานอันกลมงาม
- ระเบียบพระเส้นทั้งปวงนั้นสละสลวยบ่มิได้หดหู่ในที่อันใดอันหนึ่ง
- แถวพระเส้นทั้งหลายซ่อนอยู่ในพระมังสะทั้งสิ้น บ่อมิได้เป็นคลื่นฟูขึ้นเหมือนสามัญชนทั้งปวง
- พระเศียรมีสัณฐานอันงาม
- ปริมณฑลพระนลาฏโดยกว้างยาวพอสมกัน
- พระนลาฏมีสันฐานอันงาม
- พระโขนงมีสันฐานอันงามดุจกันธนูอันก่งไว้
- พระโลมาที่พระโขนงมีเส้นอันละเอียด
- เส้นพระโลมาที่พระโขนงงอกขึ้นแล้วราบไปโดยลำดับ
- พระโขนงนั้นใหญ่
- พระโขนงนั้นยาวสุดหางพระเนตร
- ผิวพระมังสะละเอียดทั่วทั้งพระวรกาย
- พระสรีรกายรุ่งเรืองไปด้วยสิริ
- พระสรีรกายมิได้มัวหมอง ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์
- พระสรีรกายสดชื่นดุจดวงดอกปทุมชาติ
- พระสรีรสัมผัสอ่อนนุ่มสนิท บ่มิได้กระด้างทั่วทั้งพระกาย
- กลิ่นพระกายหอมฟุ้งดุจกลิ่นสุคนธกฤษณา
- พระโลมามีเส้นเสมอกันทั้งสิ้น
- พระโลมามีเส้นละเอียดทั่วทั้งพระกาย
- ลมอัสสะปัสสาสะลมหายพระทัยเข้าออกก็เดินละเอียด
- พระโอษฐมีสันฐานอันงามดุจแย้ม
- กลิ่นพระโอษฐหอมดุจกลิ่นอุบล (อุบล = ดอกบัว, บัว)
- พระเกสาดำเป็นแสง (พระเกสา = ผม)
- กลิ่นพระเกสาหอมฟุ้งขจรตลบ
- พระเกสาหอมดุจกลิ่นโกมลบุบผชาติ
- พระเกสามีสันฐานเส้นกลมสลวยทุกเส้น
- พระเกสาดำสนิททุกเส้น
- พระเกสากอปรด้วยเส้นอันละเอียด
- เส้นพระเกสามิได้ยุ่งเหยิง
- เส้นพระเกสาเวียนเป็นทักขิณาวัฏทุกๆ เส้น
- วิจิตรไปด้วยระเบียบพระเกตุมาลา กล่าวคือถ่องแถวแหงพระรัศมีอันโชตนาการขึ้น ณ เบื้องบนพระอุตมังคสิโรตม์ (พระเกตุมาลา = รัศมีซึ่งเปล่งอยู่เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า)
[แก้ไข] พระฉัพพรรณรังสีที่แผ่จากพระกายพระพุทธเจ้า
ฉัพพรรณรังสี คือแสงสว่างที่พวยพุ่งออกจากจุดกลางเป็นรัศมี 6 ประการ ซึ่งเปล่งออกจากพระสรีรกายของพระพุทธเจ้า คือ
- นีละ เขียวเหมือนดอกอัญชัน
- ปีตะ เหลืองเหมือนหรดาลทอง
- โลหิตตะ แดงเหมือนตะวันอ่อน
- โอทาตะ ขาวเหมือนแผ่นเงิน
- มัญเชฏฐะ สีหงสบาทเหมือนดอกเซ่งหรือหงอนไก่
- ปภัสสระ เลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก
สีทั้ง 6 นี้ไม่ได้พุ่งออกเป็นสี ๆ ดังที่แยกไว้นี้ แต่แผ่ออกมาพร้อมกันในหนังสือปฐมสมโพธิกถา ฉบับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวถึงพระฉัพพรรณรังสีที่แผ่ซ่านออกจากพระกายพระพุทธเจ้า ไว้ดังนี้
"ในลำดับนั้น พระฉัพพรรณรังสีก็โอภาสแผ่ออกจากพระสริรกาย อันว่านิลประภาก็เขียวสดเสมอด้วยสีแห่งดอกอัญชันมิฉะนั้นดุจพื้นแห่งเมฆแลดอกนิลุบลแลปีกแห่งแมลงภู่ ผุดออกจากอังคาพยพในที่อันเขียวแล่นไปจับเอาราวป่า และพระรัศมีที่เหลืองนั้นมีครุวนา ดุจสีเขียวแล่นไปจับเอาราวป่า แลพระรัศมีที่เหลืองนั้นมีครุวนา ดุจสีหรดารทองแลดอกกรรณิการ์แลกาญจนปัฏอันแผ่ไว้ พระรัศมีออกจากพระสริรประเทศในที่อันเหลืองแล้ว แล่นไปสู่ทิศานุทิศต่าง ๆ พระรัศมีที่แดงอย่างพาลทิพากรแลแก้วประพาฬ แลกุมุทปทุมกุสุมชาติ โอภาสออกจากพระสริรอินทรีย์ในที่อันแดงแล้วแล่นฉวัดเฉวียนไปในประเทศที่ทั้งปวง พระรัศมีมีที่ขาวก็ขาวดุจดวงรัชนิกร แลแก้วมณี แลสีสังข์ แลแผ่นเงิน แลดวงดาวพกาพฤกษ์ พุ่งออกจากพระสริรประเทศในที่อันขาวแล้วแล่นไปในทิศโดยรอบ พระรัศมีหงสสิบาทก็พิลาสเล่ห์ดุจสีดอกเซ่ง แลดอกชบา แลดอกหงอนไก่ออกจากรัชกายรุ่งเรืองจำรัส พระรัศมีประภัสสรประภาครุนาดุจสีแก้วพลึกแลแก้วไพฑูริย์เลื่อมประพระฉัพพรรณรังสีทั้ง 6 ประการแผ่ไพศาลแวดล้อมไปโดยรอบพระสกลกายยินทรีย์ กำหนดที่ 12 ศอก โดยประมาณ อันว่าศศิสุริยประภาแลดาราก็วิกลวิการอันแสง เศร้าสีดุจหิ่งห้อยเหือดสิ้นสูญ มิได้จำรูญไพโรจโชติชัชวาล"
รัศมีเฉกเช่นฉัพพรรณรังสีนี้มีเฉพาะพระพุทธเจ้าและเทวดาเท่านั้น นอกจากนี้ก็เกิดแต่ธรรมชาติเช่นสีรุ้งที่เรียกกันเป็นสามัญว่ารุ้งกินน้ำ หรือ พระจันทร์ พระอาทิตย์ทรงกลด ที่ออกจากเทวดานั้นจะเห็นได้ดังที่พรรณนาไว้ในพระสูตรต่าง ๆ ในเวลาที่เทวดามาเฝ้าพระพุทธเจ้าดังนี้
มีเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีสว่างจ้าเข้ามายังพระเชตวัน ทำพระเชตวันให้สว่างไสวไปทั่วบริเวณ เข้าเผ้าพระทุทธเจ้าที่ประทับความสว่างของรัศมีนั้น ไม่เหมือนแสงเดือนแสงตะวัน หรือไม่เหมือนแสงไฟ เป็นแสงสว่างที่เสมอกันทั้งหมด และเป็นแสงสว่างที่ไม่มีเงาเหมือนแสงอื่นเป็นแสงที่แผ่ไปติดอยู่ทั่วบริเวณ
มีข้อความในปฐมสมโพธกถา ปริเฉทที่ 13 ธรรมจักรปริวรรตว่าดังนี้
"ฝ่ายอุปกาชีวเดินมาโดยทุราคมวิถีทางไกล หว่าง คยาประเทศเขตเมืองราชคฤห์กับมหาโพธิญาณ ติดต่อกัน แลเห็นไพสณฑ์สถานอันโอฬารไพโรจน์พรรณราย ด้วยข่ายฉัพพรรณรังสีโสณิวิลาส ปรากฏโดยทิวาทัศนาการทั้งพสุธารแลอากาศโอภาสด้วยพระรัศมีมีพรรณแห่งละ 6 อย่าง ทั่วทั้งทิศล่างและทิศบน มาสัมผัสกายตนประหลาดมหัศจรรย์ไม่เคยได้พบเห็นเป็นเช่นนี้มาแต่ก่อน ถ้าจะเป็นเพลิง ไฉนกายอาตมาจึงไม่ร้อนกระวนกระวายแม้จะเป็นน้ำ ไฉนกายอาตมาจะไม่ชุ่มชื้นเย็นนี่จะเป็นสิ่งอันใดยิ่งสงสัยสนเท่ห์จิต จึงเพ่งพิศไปข้างโน้นข้างนี้ ก็เห็นองค์พระผู้ทรงสวัสดิ์ภาคย์เสด็จบทจรมา รุ่งเรืองด้วยพระสิดิฉันธมหาหว่างติสสุระ ลักษณะแลพระพยามประภาโอภาสเบื้องบน พระสุริย ก็ช่วงโชติด้วยพระเกตุมาลา ครุนาดุจทองทั้งแท่งประดับด้วยฉัพพรรณรังสี รังสีแสงไพโรจน์จำรัส"
- ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดียบทความ พระพุทธเจ้า ซึ่งบทความนี้คัดลอกมาจากวิกิพีเดียและนำมาใช้ภายใต้สัญญา GFDL
- ธรรมะไทย
- พระพุทธเจ้าในพุทธศาสนา นิกายเถรวาทและมหายาน
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต











