Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
สารบัญ |
[แก้ไข] พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท)
[แก้ไข] พระราชประวัติ
พระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพระยาลิไท ทรงเป็นกษัตริย์ลำดับที่ 6 ในยุคสมัยกรุงสุโขทัย พระองค์ทรงเป็นพระโอรสของ พระยาเลอไท และยังทรงเป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระยางั่วนำถม ในระหว่างปีพ.ศ. 1890 - พ.ศ. 1912 และทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีสุริยพงสรามมหาธรรมราชาธิราช พระมเหสีของพระองค์มีพระนามว่า พระนางศรีธรรม ทรงมีโอรสสืบพระราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์คือ พระมหาธรรมราชาที่สอง ปีสวรรคตของพระองค์นั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่คงอยู่ในระยะเวลาระหว่างปี พ.ศ. 1921-1927
[แก้ไข] การเมืองการปกครอง
ก่อนขึ้นครองราชสมบัติ ในช่วงพ.ศ. 1883 - พ.ศ.1890 พระมหาธรรมราชาที่ 1 ได้ทรงพระอิสริยยศเป็นอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย ในปีพ.ศ. 1890 เมื่อพระยางั่วนำถม ผู้เป็นกษัตริย์ลำดับก่อนหน้านี้ได้เสด็จสวรรคต ก็ได้เกิดการจราจลชิงราชสมบัติกรุงสุโขทัยขึ้น ทำให้พระองค์ต้องยกทัพมาปราบปรามศัตรู หลังจากที่พระองค์ได้ทรงปราบศัตรูจนหมดสิ้น จึงได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งกรุงสุโขทัย ครั้นเมื่อทรงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็นทั้งนักปราชญ์และนักรบ การขยายพระราชอาณาจักรของพระองค์นั้น ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนไปยังเมืองอยุธยา ทำให้สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทองได้ส่งทัพจากอยุธยามาตีเมืองพิษณุโลก (เมืองสองแคว ) และยึดเมืองไว้ เหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความไม่มั่นคงขึ้นแก่เมืองสุโขทัย เพราะมีอาณาเขตที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ดังนั้นพระองค์จึงทรงส่งคณะราชฑูต ไปขอเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับสมเด็จพระรามาธบดีที่ 1 และได้ขอเมืองพิษณุโลกคืน ซึ่งสมเด็จพระรามาธบดีที่ 1 ก็ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานคืนให้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันเมืองพิษณุโลกจาการรุกรานของอยุธยาอีก พระองค์กจึงทรงเสด็จไปประทับยังเมืองพิษณุโลก เป็นเวลา 7 ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. 1905 – พ.ศ. 1912 ส่วนเมืองสุโขทัยนั้น พระองค์ได้ทรงมอบให้พระขนิษฐา เป็นผู้ปกครองเมืองแทน ในขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลกนั้น ได้เกิดความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นอันมาก จึงนับได้ว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ได้วางรากฐานและสร้างความเจริญให้แก่เมืองพิษณุโลก และเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เสด็จสวรรคต พระองค์จึงทรงเสด็จกลับไปครองกรุงสุโขทัยดังเดิม
[แก้ไข] การศาสนา
พระยาลิไททรงมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงได้ทรงออกผนวช ในปีพ.ศ. 1905 ณ วัดป่ามะม่วง ซึ่งเป็นวัดนอกเมืองสุโขทัยออกไปทางทิศตะวันตก ในช่วงยุคสมัยของพระองค์ได้มีการเผยแพร่ความเจริญให้แก่พระศาสนาเป็นอันมาก โดยได้ทรงอาราธนาพระสามิ สังฆราชจากลังกา เข้ามาเป็น สังฆราชในกรุงสุโขทัย นอกจากนั้นพระองค์ทรงแบ่งพระสงฆ์ออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่าย “คามวาสี ” ซึ่งมุ่งเน้นไปในด้านการศึกษาพระไตรปิฏกให้แก่ราษฎรที่อยู่ในตัวเมือง และ อีกฝ่ายคือ “อรัญวาสี ” ซึ่งมุ่งเน้นไปในด้านการวิปัสสนาให้แก่ราญฎรที่อยู่ตามป่าหรือชนบท และยังมีการสร้างและบูรณะวัดมากมายหลายแห่ง เช่นวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เจดีย์ที่นครชุม และวัดป่ามะม่วง รวมทั้งการสร้างพระพุทธรูปเป็นจำนวนมากขึ้น เช่น พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา รวมถึงพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดในประเทศไทยนั้นคือ พระพุทธชินราช ซึ่งปัจจุบันได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร นอกจากนี้พระองค์ยังทรงให้นำต้นโพธิ์จากลังกามาปลูกไว้ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารอีกด้วย เนื่องจากพระองค์ทรงมีความปราดเปรื่องและทรงมีความแตกฉานในพระปิฎก และด้วยทรงเป็นองค์อุปถัมภ์พระศาสนาตลอดพระชนม์ชีพ ราษฎรจึงได้ถวายพระนามว่า “ พระมหาธรรมราชา”
[แก้ไข] การศึกษาและวรรณกรรม
เมื่อครั้งยังทรงเป็นอุปราชแห่งเมืองศรีสันาลัยนั้น พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีชิ้นแรกของประเทศไทย ในปีพ.ศ. 1888 นั้นคือ [[ไตรภูมิพระร่วง ]] ถึงแม้จุดประสงค์ของการแต่งวรรณคดีเรื่องนี้ จะแต่งขึ้นเพื่อจะเทศนาแก่พระมารดาของพระองค์เองก็ตาม แต่ก็เป็นการแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ในความรอบรู้เรื่องพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะทรงค้นคว้ามาจากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาถึง 34 เรื่อง ไตรภูมิพระร่วงนี้นอกจากจะมีเนื้อหาในด้านการศาสนาแล้ว ยังมีความรู้ทางด้านภูมิศาตร์ รัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภูมิศาสตร์ของโลกที่คนไทยรู้จักกันในสมัยนั้นถือการแบ่งทวีปทั้ง ๔ อันมี ชมพูทวีป บุพวิเทหะ อุตรกุรุและกมรโคยานี
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- www.thaigoodview.com
- http://library.prsu.ac.th
- วิกิพีเดีย













