Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
วันวชิราวุธ หมายถึง วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงริเริ่มกิจกรรมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมนับอเนกอนันต์ไว้ในหลายสาขา
[แก้ไข] ความเป็นมา
เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีคุณูปการต่อประเทศไทยในหลายด้าน ทั้งด้านการคมนาคม การแพทย์และสาธารณสุข ด้านการปกครอง กิจการเสือป่าและลูกเสือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทย ด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์เป็นต้น
ด้วยคุณูปการดังกล่าว ทางราชการจึงได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ไว้ในสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง ที่สำคัญคือพระบรมราชานุสาวรีย์บริเวณหน้าสวนลุมพินี ซึ่งรัฐบาลและประชาชนพร้อมใจกันบริจาคทรัพย์สร้างขึ้น
พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้ได้มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ และทางราชการได้กำหนดให้วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวัน วชิราวุธ และจัดให้มีการถวายบังคมพระบรมรูปเป็นประจำทุกปี
[แก้ไข] พระราชสมภพ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันเสาร์เดือนยี่ขึ้น ๒ ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๔๒ เวลา ๘ นาฬิกา ๕๕ นาที ตรงกับวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๓ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒๔ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระศรีพัชรินทร์ทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง (สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี) ได้รับพระราชทานพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนีตรัสเรียกว่า “ลูกโต” เมื่อพระชนมายุได้ ๘ พรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้ากรมขุนเทพทวาราวดีให้ทรงมีพระเกียรติยศเป็นชั้นที่ ๒ รองจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารและได้มีพระราชพิธีโสกันต์ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๕
[แก้ไข] การศึกษา
ในขณะทรงพระเยาว์ได้ทรงศึกษาในพระบรมมหาราชวัง พระอาจารย์ภาษาไทย คือ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) พระยาอิศรพันธ์โสภณ (หนู อิศรางกูร ณ อยุธยา) และหม่อมเจ้าประภากรในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ส่วนภาษาอังกฤษทรงศึกษาจากนายโรเบิร์ต มอแลนด์ (Robert Morant) จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๖ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษาเศษ สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ มีผู้โดยเสด็จ ๔ ท่านคือ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์) พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ (พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์) ม.ร.ว.สิทธิ สุทัศน์ (นายพลโท พระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร) และพระมนตรีพจนกิจ (นามเดิมคือ ม.ร.ว.เปีย มาลากุล ต่อมาได้เลื่อนเป็นพระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ และเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี ตามลำดับ) ได้ทำหน้าที่พระอภิบาล และถวายพระอักษร
เมื่อเสด็จฯ ถึงประเทศอังกฤษแล้ว ได้ประทับที่ไบรตันราวเดือนเศษ แล้วจึงเสด็จไปประทับที่นอร์ธ สอคจ์ (North Lodge) ตำบลแอลคอต (Ascot) การศึกษาในระยะนี้เป็นการจ้างอาจารย์พิเศษมาสอน ณ ที่ประทับ เซอร์ เบซิล ทอมสัน (Sir Basil Thomson) ถวายความรู้เบื้องต้น
ระหว่างประทับอยู่ที่แอสคอต ประเทศอังกฤษนั้น ทางประเทศไทย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ได้สวรรคตเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารแทน
ได้มีการประกอบพระราชพิธีขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ และที่สถานทูตไทยกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้มีการส่งข้าราชบริพารไปประจำพระองค์ เฉลิมพระเกียรติตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร ๒ ท่านคือ นายพันโท พระยาราชวัลลภานุสิษฐ์ (เจ้าพระยาราชศุภมิตร) พระตำรวจเอก สังกัดกรมพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์ กับนายร้อยเอก หลวงสรสิทธิ์ฯ (นายพลเอก พระยาเทพอรชุน จเรทัพบกและการปืนเล็กปืนกล ภายหลังเป็นเจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน)
หลังจากนั้น ได้ทรงย้ายที่ประทับไปยังบ้านใหม่ชื่อเกรตนี (Graotmey) ตำบลแคมเบอลีย์ (Camberley) ใกล้ออลเดอร์ชอต (Aldershot) เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๙ ณ ที่นั้น นายพันโท ซี วี ฮูม (C.V. Hume) เป็นผู้ถวายการสอนวิชาการทหาร ส่วนวิชาการพลเรือน ได้แก่ นายโอลิเวอร์ (Oilvier) ครูชาวอังกฤษ และนายบูวิเยร์ (Bouvier) ชาวสวิสเป็นผู้ถวายการสอนภาษาฝรั่งเศส
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้ทรงศึกษาวิชาการทหารบกที่โรงเรียนนายร้อยทหารบกแซนเฮิสต์ (Sandhurst) และทรงย้ายที่ประทับไปอยู่ที่ฟริมลีย์ ปาร์ค (Frimley Park) เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๑ เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากแซนเฮิสต์แล้ว ได้ทรงเข้ารับราชการในกรมทหารราบเบาเดอรัม (Durham Light Infantry)ที่นอร์ธ แคมป์ (North Camp) ณ ออสเตอร์ชอต และได้เสด็จฯ ไปประจำหน่วยภูเขาที่ ๖ ค่ายฝึกทหารปืนใหญ่ที่โอกแฮมป์ตัน (Okehampton) ต่อมาอีกปีหนึ่งเดือนได้เสด็จฯไปศึกษาที่โรงเรียนปืนเล็กยาวที่เมืองไฮยท (School of Musketry of Hythe) ได้รับประกาศนียบัตรพิเศษและเหรียญแม่นปืน
เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาในด้านการทหารแล้ว ได้เสด็จฯ ไปทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ และกฎหมายที่วิทยาลัยไครสต์ เซิช (Christ Church)มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้นได้ทรงพระประชวรด้วยพระโรคพระอันตะ (ไส้ติ่ง) อักเสบ มีพระอาการมาก ต้องทรงรับการผ่าตัดทันที พระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์วิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์เรื่อง The War of the Polish Succession (วิทยานิพนธ์นี้สำนักพิมพ์ (B.H.Blackwell ประเทศอังกฤษจัดพิมพ์ ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๑ ต่อมาได้มีผู้นำไปแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ในตอนปลายรัชกาลที่ ๖ พระยาบุรีนวราษฐ์ (ชวน สิงหเสนี) ราชเลขานุการในพระองค์ได้แปลเป็นภาษาไทยทูลเกล้าฯ ถวายและพิมพ์เป็นครั้งแรกในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ เรียกชื่อหนักสือว่า “สงครามสืบราชสมบัติโปลันด์”)เสนอมหาวิทยาลัย
ในด้านที่เกี่ยวกับกิจกรรมของสโมสรพระองค์ท่านได้ทรงก่อตั้งสโมสรคอสโมโปลิตัน (Cosmopolitan Socitety) ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งชุมนุมนิสิต มีการบันเทิงด้วย การแลกเปลี่ยนกันอ่านคำตอบวิชาที่ศึกษาอยู่ นอกจากนี้ยังได้ทรงเข้าเป็นสมาชิกสโมสรบุลลิงตัน (Bullington Club) สโมสรคาร์ดินัล (Cardinal Club) และสโมสรการขี่ม้าอีกด้วย
[แก้ไข] ผู้แทนพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสประเทศทางยุโรปครั้งแรกในพ.ศ. ๒๔๔๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมงกุฎราชกุมาร ก็ได้เสด็จฯ จากลอนดอนไปเฝ้ารับเสด็จที่เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี หลังจากนั้นยังทรงรับมอบพระราชภาระเป็นผู้แทนพระองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จฯ ไปร่วมงานพระราชพิธีฉัตรมงคลสมโภชในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียเสวยราชสมบัติมาครบ ๖๐ ปีใน พ.ศ. ๒๔๔๐ นอกจากนี้ได้เสด็จไปในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าอัลฟองโซที่ ๑๓ แห่งสเปนและพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ แห่งอังกฤษ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ พระราชพิธีบรรจุพระศพพระราชินีลุยซ่าแห่งเดนมาร์กในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ และพระราชพิธีบรรจุพระศพสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๔๔๕
[แก้ไข] เสด็จมาเยือนประเทศต่างๆ และเสด็จนิวัติกรุงเทพมหานคร
หลังจากที่ได้ทรงศึกษาที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้เสด็จฯ ย้ายจากประเทศอังกฤษ ไปประทับที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมประเทศต่างๆ ในยุโรปและประเทศอียิปต์ ซึ่งเป็นนโยบายที่จะผูกสัมพันธไมตรี แล้วจึงเสด็จจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเพื่อนิวัติกรุงเทพมหานครตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมราชชนก เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๕โดยได้เสด็จฯ ผ่านประเทศสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เสด็จฯ ถึงประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๕
[แก้ไข] พระราชกิจขณะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงเข้ารับราชการทหารในทันทีที่เสด็จกลับ และต่อมาทรงได้รับพระยศนายพลเอกราชองครักษ์ และทรงช่วยเหลือกิจการของสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ
หลังจากนั้นได้ประทับ ณ พระราชวังสราญรมย์ ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ของสยามสมาคม และได้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายกหอสมุดแห่งชาติ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๘ ถึง ๒๔๕๓ ได้เสด็จประพาสหัวเมืองเหนือครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ และครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ซึ่งมีผลให้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” และหลังจากที่เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง “จดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้” ทรงใช้พระนามแฝงว่า “นายแก้ว” นอกจากนี้ได้ทรงมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายหลายฉบับและก่อนหน้าที่จะขึ้นครองราชย์เพียง ๒ – ๓ เดือนก็ได้ทรงรับมอบหมายให้ทรงดำเนินงานในกระทรวงยุติธรรมซึ่งขณะนั้นยังไม่มีเสนาบดี จึงนับว่าทรงมีพื้นฐานเกี่ยวกับการบริหารงานของประเทศชาติ
[แก้ไข] เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบแทนทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจัดเป็น ๒ งาน คือ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓ และงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๔
[แก้ไข] พระมเหสีและพระราชธิดา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีหมั้นกับหม่อมเจ้าวัลลภาเทวีวรวรรณ ได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๓ และได้ทรงเลิกพระราชพิธีหมั้น เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ด้วยเหตุที่พระราชอัธยาศัย และพระอัธยาศัยมิได้ต้องกัน
ต่อมาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าลักษมีลาวัณวรวรรณ เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๔๖๔ และเป็นพระนางเธอลักษมีลาวัณ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ต่อมาพระนางเธอจึง
[แก้ไข] ทรงแยกอยู่แต่ลำพัง
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีอภิเษกสมรสกับคุณเปรื่อง สุจริตกุล พระสนมเอกและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่ตั้งเป็นพระสุจริตสุดา เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ ต่อมาได้ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับคุณประไพ สุจริตกุล ผู้น้องเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๔ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นพระอินทราณี ต่อมาได้ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระวรราชชายา พระอินทรศักดิศจี เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๕ และเป็นสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘
ส่วนพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชมเหสีนั้นเดิมคือ เจ้าจอมสุวัทนา (คุณเครือแก้ว อภัยวงศ์) ทรงประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้ประสูติพระราชธิดาคือ สมเด็จพระนางเจ้าเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณวดี เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘
[แก้ไข] สวรรคต
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรด้วยพระโรคทางเดินอาหารขัดข้อง ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่าทรงพระประชวรด้วยพระโรคพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทร มาตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ และสวรรคต ณ พระที่นั่งจักพรรดิพิมาน เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พระชนมพรรษาเป็นปีที่ ๔๖ เสด็จดำรงสิริราชสมบัติได้ ๑๕ พรรษา
[แก้ไข] พระราชกรณียกิจสำคัญ
ถึงแม้รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะมีระยะสั้นเพียง ๑๕ ปี เท่านั้นก็ตาม แต่ก็ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนชาวไทยหลายด้าน ซึ่งจะได้นำมากล่าวเพียงสังเขปเฉพาะเรื่องสำคัญๆ ดังต่อไปนี้
[แก้ไข] ด้านการศึกษา
ตามโบราณราชประเพณีเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์ จะต้องสร้างวัดประจำรัชกาลไว้เป็นอนุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริว่า วัดในประเทศไทยมีจำนวนมากอยู่แล้วและการสร้างวัดในสมัยก่อนนั้น จุดประสงค์ประการหนึ่งก็เพื่อใช้เป็นสถานศึกษา สมควรสร้างสถานศึกษาขึ้นโดยตรง
ดังนั้น ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินและพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นเป็นโรงเรียนในพระองค์โดยดำเนินการตามแบบโรงเรียนกินนอนชั้นดีของประเทศอังกฤษ มีการสอนและอบรมเด็กชายให้เป็นสุภาพบุรุษใช้ระบบให้นักเรียนปกครองกันเองต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาเป็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ มีการศึกษาระดับประถมศึกษา จนถึงมัธยมตอนปลาย
- พ.ศ. ๒๔๖๑ ได้ทรงตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ขึ้น เพื่อควบคุมการดำเนินงานการศึกษาของเอกชนให้มีประสิทธิภาพ
- พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้ทรงพระราชบัญญัติประถมศึกษาขึ้น นับเป็นครั้งแรกในประวัติการศึกษาไทยที่ได้มีกฎหมายค้ำประกันความมั่นคงในการจัดการศึกษาในระดับนี้มีสาระสำคัญคือ บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ ๗ ปีบริบูรณ์เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนกระทั่งอายุ ๑๔ ปีบริบูรณ์
ในด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย
[แก้ไข] ด้านการศาสนา
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอุปสมบท และประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร ๑ พรรษา ทรงรอบรู้ในหลักพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาไว้หลายเล่ม เช่น “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” และ “เทศนาเสือป่า” ซึ่งรวบรวมเรื่องที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาและศาสนาต่างๆ ที่ทรงบรรยายแก่เสือป่าทุกวันเสาร์ ต่อจากการบรรยายเรื่องวิชาทหารในระหว่างวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๗ ถึง ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๘
[แก้ไข] ด้านการเศรษฐกิจและการส่งเสริมสินค้าไทย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งคลังออมสินขึ้นเป็นเริ่มแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๖ เพื่อฝึกให้ราษฎรรู้จักประหยัดเก็บสะสมทรัพย์ และนำเงินไปฝากไว้ได้อย่างปลอดภัย ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการขึ้นเป็นธนาคารออมสินเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เลิกการพนันบ่อนเบี้ย ซึ่งทำให้
[แก้ไข] เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น
พระองค์ทรงเห็นการณ์ไกลว่าเมื่อประเทศชาติรุ่งเรืองขึ้น ในภายหน้าจะต้องมาการก่อสร้างบ้านเรือนอาคารพาณิชย์และสถานที่ราชการตามแบบอารยประเทศ จำเป็นต้องใช้ซิเมนต์เป็นจำนวนมากจึงทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัทปูนซิเมนต์ไทยขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖
ในด้านการส่งเสริมการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหัตถศิลปไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฤดูหนาวในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในบางปีได้จัดขึ้นที่สนามเสือป่า หรือสวนสราญรมย์ และท้ายที่สุดได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดเตรียมงานแสดงสินค้า และผลิตผลในด้านอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ และเผยแพร่ให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศเกิดความสนใจสินค้าไทย พระราชทาน นามว่า “งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์” แต่งานต้องเลิกล้มไปเพราะเสด็จสวรรคตเสียก่อน สถานที่จัดงานคือ สวนลุมพินีในปัจจุบัน เป็นที่ดินส่วนพระองค์ ได้พระราชทานให้เป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้เป็นสวนสาธารณะเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘
[แก้ไข] ด้านการคมนาคม
ได้ทรงปรับปรุง และขยายงานกิจการรถไฟ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นต้นมา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมรถไฟ ซึ่งเคยแยกเป็น ๒ กรม เข้าเป็นกรมเดียวกันเรียกว่า กรมรถไฟหลวง การเจาะอุโมงค์รถไฟยาวที่สุดลอดเขาขุนตาน ก็เป็นผลสำเร็จในรัชกาลนี้ ได้เริ่มเปิดการเดินรถไฟสายกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ทรงเปิดเดินรถด่วนระหว่างประเทศสายใต้ติดต่อกับรถไฟมลายู (มาเลเซีย) จากธนบุรีถึงไปเชื่อมกับปีนังและสิงคโปร์
นอกจากนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม ๖ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมทางรถไฟทั้งปวงในพระราชอาณาจักร โดยโยงเข้ามาสู่ศูนย์กลางที่สถานีหัวลำโพง ได้ทรงตั้งกรมอากาศยาน เริ่มการขนส่งไปรษณียภัณฑ์ทางอากาศ ระหว่างกรุงเทพฯ ไปยังนครราชสีมาเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๕๗
[แก้ไข] ด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งวชิรพยาบาล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ และในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ทรงเปิดสถานเสาวภา เพื่อให้ทำหน้าที่ช่วยชีวิตผู้ถูกสัตว์ร้ายกัด และทำเชื้อป้องกันโรคระบาด เป็นประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทย และประเทศใกล้เคียงอีกด้วย
[แก้ไข] ด้านการปกครองและการฝึกสอนระบอบประชาธิปไตย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมืองชั่วคราว เพื่อการบริหารราชการส่วนภูมิภาค เปลี่ยนคำเรียกชื่อเมืองเป็นจังหวัด รวมมณฑลเป็นภาคทรงยกกรมทหารเรือเป็นกระทรวงทหารเรือ เปลี่ยนชื่อจากกระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ทรงจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรมขึ้นใหม่ ทรงจัดตั้งเนติบัณฑิตยสภา และกรมมหรสพ
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ (ร.ศ. ๑๓๐) ได้เกิดการคบคิดจะปฏิบัติ เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง นับเป็นครั้งแรกของเมืองไทย คณะผู้ก่อการปฏิวัติเป็นนายทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่พอใจการปกครองระบอบราชาธิปไตยในขณะนั้น ต้องการให้เปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ทำการไม่สำเร็จ ถูกตัดสินให้ลงโทษดังนี้
ผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตแล้วได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุก ๒๐ ปี ๒๐ คน ส่วนอีก ๖๘ คนให้รอลงอาญา ต่อมาผู้ที่ต้องโทษทั้งหมดนี้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๗
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับระบอบการปกครองนี้จากประเทศอังกฤษ ในจดหมายเหตุรายวันของพระองค์ได้ทรงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าเมืองไทยจะต้องมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแน่นอน แต่พระองค์มิได้ทรงจัดดำเนินการในทันที ได้ทรงทำการทดลองระบอบประชาธิปไตยทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้เหมาะสมกับคนไทย และประเทศไทยเริ่มตั้งแต่ทรงจัดตั้ง The New Republic (สาธารณรัฐใหม่) ที่กรุงปารีส และเมืองมังในบริเวณพระตำหนักจิตรลดาเดิม และหลังสุดที่ทรงทดลองระบอบประธิปไตย คือสร้างเมืองจำลองดุสิตธานีขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ ดุสิตธานีเดิมอยู่ในพระราชวังดุสิต ต่อมาได้ทรงย้ายไปที่พระราชวังพญาไท
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ ดุสิตธานีมีนคราภิบาลทำหน้าที่บริหาร มีพรรคการเมือง ๒ พรรค คือพรรคแพรแถบสีน้ำเงิน และพรรคแพรแถบสีแดง ซึ่งมีความคิดเห็นขัดแย้งกัน มีหนังสือพิมพ์ ๓ ฉบับ เพื่อแถลงข่าว ตลอดจนวิพากษ์วิจารณ์ กิจการในดุสิตธานีตามแนวประชาธิปไตย คือดุสิตสมิตรายปักษ์ ดุสิตสมัย และดุสิตสักขี ซึ่งออกรายวัน ได้ทดลองให้มีการเลือกตั้ง ๒ แบบ คือแบบเลือกนคราภิบาลโดยตรง และแบบให้เลือกตั้งเชษฐบุรุษของอำเภอต่าง ๆ ก่อน แล้วจึงเลือกตั้งนคราภิบาลจากบรรดาเชษฐบุรุษเหล่านั้น ดุสิตธานีที่พระราชวังพญาไทได้สลายตัวไป หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๖๒
[แก้ไข] ด้านกิจการเสือป่าและลูกเสือ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจัดตั้งกองเสือป่าขึ้น เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ มีความมุ่งหมายเพื่อฝึกอบรมข้าราชการ พ่อค้า คหบดี ให้ได้รับการฝึกหัดอย่างทหาร ซึ่งจะทำให้เป็นราษฎรที่มีคุณภาพ มีวินัย เคารพกฎหมายบ้านเมือง และเพื่อปลุกใจให้มีความรักในพระมหากษัตริย์ ชาติ ศาสนา และเพื่อส่งเสริมความสามัคคี เสือป่ามีหน้าที่ช่วยเจ้าหน้าที่รักษาความสงบทั่วไปในบ้านเมือง เช่น ช่วยจับกุมคนร้ายขโมย ช่วยเหลือเมื่อเกิดเพลิงไหม้ ล้อมวงที่ประทับเมื่อเสด็จไปในที่เกิดเหตุ ซึ่งมีคนพลุกพล่านและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในด้านต่าง ๆ
เสือป่ามี ๒ พวก คือ กองเสือป่าหลวง และกองเสือป่ารักษาดินแดน กิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งของเสือป่าคือการซ้อมรบหรือประลองยุทธ์ ซึ่งมักกระทำในต่างจังหวัด เช่น นครปฐม ราชบุรี ในการซ้อมรบใหญ่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงเป็นจอมทัพด้วยพระองค์เอง พระองค์ยังได้พระราชทานที่ดินเป็นที่ชุมนุมเสือป่าและลูกเสือ ที่เรียกว่าสนามเสือป่าในปัจจุบัน และสโมสรเสือป่าซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นร้านสหกรณ์พัฒนาในขณะนี้
ถึงแม้ว่ากองเสือป่าต้องเลิกล้มไป หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต แต่พระราชดำริเกี่ยวกับการที่ให้พลเรือนมีส่วนในการรักษาดินแดนมิให้สูญหายไป เนื่องจากได้มีการจัดตั้งกรมการรักษาดินแดนขึ้นเป็นส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้ดำเนินการฝึกหัดนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาและนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ให้มีความรู้ในวิชาทหาร มีความรู้ และความสามารถในการรบเพื่อช่วยเหลือกำลังของกองทัพได้
นอกจากกองเสือป่าแล้ว พระองค์ยังทรงริเริ่มจัดตั้งกองลูกเสือ กองลูกเสือกองแรกจัดตั้งขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็ก คือ โรงเรียนวชิราวุธในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ เพื่อฝึกเยาวชนให้มีคุณสมบัติที่ดี มีความสามัคคี ความมานะอดทนและเสียสละเพื่อส่วนรวม และเป็นผู้ช่วยรบได้ในยามคับขัน ต่อมาได้ขยายกิจการไปทั่วประเทศ ได้พระราชทานคติพจน์ให้แก่คณะลูกเสือว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” และยังได้ทรงแสดงคุณค่าของการเป็นลูกเสือไว้ในพระราชนิพนธ์บทละครพูดเรื่อง “หัวใจนักรบ” และ “ความดีมีไชย”
กิจการลูกเสือได้เจริญรุ่งเรืองเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองมาจนทุกวันนี้ และได้มีวิวัฒนาการเป็นกองอาสารักษาดินแดน ลูกเสือชาวบ้านและเนตรนารี เป็นต้น
[แก้ไข] ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เมื่อเกิดมหายุทธสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขึ้น ในทวีปยุโรป เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ประเทศเยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี บัลแกเรีย และตุรกี ซึ่งเป็นกลุ่มมหาอำนาจกลางได้ทำสงครามกับกลุ่มประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งประกอบด้วยประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส รุสเซีย เป็นผู้นำ ต่อมาประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ได้เข้าร่วมด้วย ในตอนต้นของสงคราม ประเทศไทยได้ประกาศตนเป็นกลาง แต่ครั้นต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนี และออสเตรีย ฮังการี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ เพื่อรักษาสิทธิของประเทศ และเพื่อความเที่ยงธรรมของโลกเป็นส่วนรวม ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งทหารไทยอาสาสมัครไปร่วมรบในสมรภูมิในยุโรปด้วย
การเข้าร่วมสงครามโลกในครั้งนั้นเป็นผลดีแก่ประเทศเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะผู้ชนะสงคราม ประเทศไทยสามารถเจรจากับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ ขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม คือสนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งแต่เดิมถ้าคนต่างด้าวทำความผิดในประเทศไทย ให้พิจารณาโดยตั้งศาลกงสุลของประเทศนั้น ๆ พิจารณาคดี โดยให้ใช้กฎหมายของชาติต่างด้าวนั้น ๆ และกงสุลของชาติต่างด้าวนั้น ยังมีสิทธิควบคุมการพิจารณาคดีและตัดสินคดีอีกด้วย สนธิสัญญาอีกฉบับหนึ่งคือสนธิสัญญาจำกัดอำนาจการเก็บภาษีของประเทศไทยสำหรับคนและสินค้าต่างด้าว ซึ่งทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบทางด้านการค้าเป็นอันมาก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ดร.ฟรานซิส ปี แซยส์ ชาวอเมริกัน ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี เป็นที่ปรึกษาราชการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้มีอำนาจเต็มเดินทางไปเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาดังกล่าว เป็นผลสำเร็จในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ถึง ๒๔๖๙ มีผลให้ประเทศไทยพ้นสภาพการเสียเปรียบใน
[แก้ไข] ด้านการศาล และสามารถเก็บภาษีอากรได้ตามกฎหมายไทย
เนื่องมาจากการที่ประเทศไทยประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนี และออสเตรีย ฮังการี โดยฝ่ายไทยเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริให้มีสิ่งเตือนให้คนไทยได้ระลึกถึงมหามงคลสมัยนั้น ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกการใช้ธงช้างเดิม ซึ่งเป็นธงสีแดง มีรูปช้างเผือกเป็นธงชาติและทรงริเริ่มการใช้ธงชาติที่มี ๓ สีคือสีแดง ขาว น้ำเงิน ตามลักษณะสีธงชาติของประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรกับประเทศไทย ได้ใช้อยู่เรียกว่า ธงไตรรงค์ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นต้นมา
ดังนั้นเมื่อกองทหารไทยซึ่งมีนายพลตรีพระยาพิชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ซึ่งต่อมาได้เลื่อนยศเป็นนายพลโทพระยาเทพหัสดินเป็นแม่ทัพควบคุมไป ได้เดินทางไปร่วมสงครามโลก ครั้งที่ ๒ กับฝ่ายสัมพันธมิตรในทวีปยุโรปใน พ.ศ. ๒๔๖๑ นั้น ธงไตรรงค์ของไทยก็ได้ไปโบกสะบัดในประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรปเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ ทหารอาสาจำนวนหนึ่งซึ่งไปราชการสงครามครั้งนี้ได้เสียชีวิตลง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ไว้เป็นอนุสรณ์สถานที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒ เพื่อเป็นที่เคารพสักการะระลึกถึงวีรกรรมของท่านเหล่านั้น โดยกำหนดเป็นรัฐพิธีในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ยุติลงเป็นประจำทุกปี
[แก้ไข] ด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทะนุบำรุง และฟื้นฟูศิลปกรรมไทยทุกสาขา ตลอดจนสถาปัตยกรรมไทย และทรงส่งเสริมวัฒนธรรมไทย ในด้านนาฏศิลป์ ทรงโปรดการแสดงโขนละครเป็นอย่างยิ่ง ในระหว่างที่ทรงพำนักอยู่ในประเทศอังกฤษเพื่อทรงศึกษา ก็ได้เสด็จทอดพระเนตรละครเป็นประจำ เคยทรงแสดงละครตั้งแต่ทรงศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษจนกระทั่งเสด็จเสวยราชสมบัติแล้วก็ยังทรงแสดงต่อไป เช่น ได้ทรงแสดงเป็นนายมั่นปืนยาวในละครเรื่องพระร่วง เป็นพระสังฆราชนิกายคาธอลิกในละครพูด เรื่องกุศลโลบาย ซึ่งทรงแปลจาก A Royal Family ของรอเบอร์ต มาร์แชล และเป็นท้าวมิดัส เจ้าผู้ครองเกาะอัลฟะเบตา ในละครเรื่องวิวาหพระสมุท เป็นต้น และได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครไว้เป็นจำนวนมากเพื่อไว้จัดแสดงละคร
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมมหรสพขึ้นโดยรวมเอากรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมหรสพ ทั้งในด้านนาฏศิลปและดุริยางคศิลปมาไว้ในกรมมหรสพที่จัดขึ้นใหม่นี้ เช่น กรมโขน กรมปี่พาทย์มหาดเล็ก และกองเครื่องสายฝรั่งหลวง เป็นต้น และยังได้โปรดเกล้าฯให้สร้างโรงละครหลวงไว้ในพระราชวังทุกแห่ง เพื่อใช้แสดงละคร ในด้านจิตรกรรม ทรงสนพระราชหฤทัยในการวาดภาพล้อ และได้ทรงวาดภาพล้อไว้หลายชุด รวมทั้งได้ทรงวาดภาพล้อของข้าราชบริพารไว้เป็นอันมาก ภาพฝีพระหัตถ์เหล่านี้ถ้าเป็นภาพล้อของผู้ใดผู้นั้นก็จะขอซื้อในราคาสูง เงินค่าภาพทั้งหมดส่งเข้าสมทบทุนการกุศล และภาพล้อทุกภาพก็จะนำไปลงพิมพ์ในหนังสือดุสิตสมิต
ในด้านสถาปัตยกรรมไทย ทรงพอพระราชหฤทัยอาคารทรงไทย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งแบบไทยหลังแรก คือพระที่นั่งสามัคคีมุขมาตย์ขึ้นที่พระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม เป็นพระที่นั่งท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกขุนนาง ใช้แสดงโขน และเป็นที่อบรมเสือป่า อาคารทรงไทยอื่น ๆ ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ได้แก่ อาคารโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ตั้งแต่ยังเป็นโรงเรียนมหาดเล็กหลวง และตึกอักษรศาสตร์ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น
ในด้านวัฒนธรรมไทยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖นับเป็นการเริ่มต้นที่คนไทยได้มีนามสกุลใช้ ได้ทรงมีพระราชประสงค์ให้นามสกุลเป็นหลักของการสืบเชื้อสายต่อเนื่องกันทางบิดาผู้ให้กำเนิด เป็นศักดิ์ศรี และแสดงสายสัมพันธ์ในทางร่วมสายโลหิตของบุคคลนามสกุลก่อให้เกิดความเป็นหมู่คณะ ส่งเสริมความสามัคคีระหว่างเครือญาติและทำให้เจ้าของสกุลสำนึกในความชั่วความดี และปฏิบัติตนดีเพื่อรักษาเกียรติของสกุลตนไว้ นามสกุลจึงนับเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของชาติ
นอกจากจะทรงเป็นผู้ให้กำเนิดนามสกุลแล้ว ยังได้พระราชทานนามสกุลแก่ผู้ที่มาขอด้วย โดยทรงกำหนดนามสกุลอย่างมีระเบียบแบบแผน ทั้งด้านเชื้อสาย อาชีพ บ้านเกิดของแต่ละบุคคล จำนวนนามสกุลพระราชทานทั้งหมดประมาณ ๖,๔๓๒ นามสกุล
[แก้ไข] ด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดงานด้านวรรณกรรมมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ได้ทรงเริ่มงานประพันธ์ตั้งแต่ยังทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษโดยทรงริเริ่มออกวารสารรายสัปดาห์สำหรับเด็กชื่อว่า The Screech Owl และได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องสำหรับเด็กไว้ในวารสารนี้ด้วย
พระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่านตลอดรัชสมัยมีเป็นจำนวนมาก และมีทุกประเภทได้แก่ โขน ละคร พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท พระบรมราชานุศาสนีย์ เทศนา ปลุกใจเสือป่า นิทานชวนหัวคำประพันธ์ร้อยกรอง สารคดีและบทความในหนังสือพิมพ์ นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษไว้หลายเรื่อง
พระนามแฝงที่ทรงใช้อยู่มีเป็นจำนวนมาก เช่น ศรีอยุธยา รามจิตติ พันแหลม อัศวพาหุ เป็นต้น พระราชนิพนธ์แต่ละเล่มของพระองค์ท่าน นอกจากให้สาระและความเพลิดเพลินแล้ว ยังเต็มไปด้วยสุภาษิต ข้อคิดและคำคม เป็นมรดกทางวรรณกรรมที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน และยังได้ทรงใช้วรรณกรรมปลุกใจให้รักชาติ รักความเป็นไทยอีกด้วย เช่น ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องพระร่วงและโคลงสยามานุสสติ เป็นต้น รัชสมัยของพระองค์ท่านนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูวรรณกรรมทุกประเภทของไทย
ในด้านการส่งเสริมการแต่งหนังสือ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติวรรณคดีสโมสรขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ งานสำคัญอย่างหนึ่งของวรรณคดีสโมสรก็คือการพิจารณายกย่องหนังสือไทยประเภทต่างๆ ที่แต่งได้ดีเยี่ยม ปรากฏว่าบทละครพูดเรื่องหัวใจนักรบ บทละครพูดคำฉันท์เรื่องมัทนะพาธา และพระนลคำหลวง เป็นพระราชนิพนธ์ของพระองค์ท่าน ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกย่อง
ในด้านงานหนังสือพิมพ์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทความสำคัญๆ ลงในหนังสือพิมพ์ เช่น “ยิวแห่งบูรพทิศ” ลงในหนังสือพิมพ์ “สยามออบเซอร์เวอร์” และ “โคลนติดล้อ” ลงในหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” จนถึงกับมีประชาชนเขียนโต้ตอบให้ชื่อว่า “ล้อติดโคลน” ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพเดลิเมล์ เป็นต้น นับว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงใช้หนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชนทั้งในด้านข่าวสารความคิดเห็นและการปลุกใจให้รักชาติ
นอกจากนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติการพิมพ์ฉบับแรกขึ้นว่าเรียกว่า “พระราชบัญญัติสมุดเอกสารแลหนังสือพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๖๕” นับได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นทั้งนักประพันธ์ กวี และนักหนังสือพิมพ์
[แก้ไข] พระเกียรติคุณและพระบรมราชานุสรณ์
เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านอักษรศาสตร์ ให้ทรงทิ้งมรดกทางวรรณกรรมเป็นจำนวนมากให้ประชาชนชาวไทยได้อ่านและชื่นชมสืบทอดกันมา อีกทั้งทรงมีพระราชกรณียกิจอื่น ๆ อันเป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทยและชาติไทยนานัปการ จึงทรงได้รับการยกย่องเทิดพระเกียรติคุณด้วยพระสมัญญานามว่า “สมเด็จพระมหาธีรราช” ซึ่งหมายถึงมหาราชผู้ทรงเป็นจอมปราชญ์
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ยกย่องพระองค์ท่านให้เป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลก ในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิด วันพระบรมราชสมภพ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
พร้อมกันนี้ได้มีพระราชพิธีเปิดอาคารหอวชิราวุธานุสรณ์ ซึ่งสร้างขึ้นในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เพื่อรวบรวมพระราชนิพนธ์และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ท่านไว้ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใช้เพื่อศึกษาค้นคว้าและวิจัยวรรณกรรมเหล่านั้นได้โดยสะดวก และเป็นที่จัดแสดงละครพระราชนิพนธ์และเรื่องที่เกี่ยวข้อง นับเป็นพระบรมราชานุสรณ์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของชาติไทย
นอกจากนี้ ได้มีการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นหลายแห่ง ที่สำคัญคือพระบรมราชานุสาวรีย์บริเวณหน้าสวนลุมพินี ซึ่งรัฐบาลและประชาชนพร้อมใจกันบริจาคทรัพย์สร้างขึ้น ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรีเป็นผู้ออกแบบเป็นพระบรมรูปยืนขนาดใหญ่ในฉลองพระองค์จอมทัพบก ได้มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๕ และกำหนดวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน เป็นวันถวายบังคมพระบรมรูปเป็นประจำทุกปี
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาลคือ พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวปิยมหาราช ประทับนั่งบนพระราชอาสน์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหาธีรราชเจ้าประทับยืนอยู่เคียงข้าง ประดิษฐานที่หน้าหอประชุม และยังมีพระบรมรูปครึ่งพระองค์ประดิษฐานอยู่ในอาคารมหาธีรราชราชานุสรณ์ ซึ่งเป็นหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัย
หอวชิราวุทธานุสรณ์มีพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ๓ พระองค์ คือ รูปหุ่นขี้ผึ้งทรงเครื่องแบบทหารราบที่ ๑๔ ประทับที่โต๊ะทรงพระอักษร พระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้งทรงเครื่องมหาพิชัยยุทธ์ประทับยืนและพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้งทรงเครื่องแบบเต็มยศนายพลเอกพิเศษแห่งกองทัพอังกฤษประทับยืน
หอวชิราวุธานุสรณ์ยังมีโครงการจัดทำพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในด้านอื่นๆ อีก
พระบรมราชานุสาวรีย์ที่ประดิษฐานในต่างจังหวัดยังมีอีกหลายจังหวัด เช่น ที่จังหวัดชลบุรี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง สงขลา เชียงใหม่ สมุทรสงคราม บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เป็นต้น
พระบรมราชานุสาวรีย์หลังสุดในต่างจังหวัดคือพระบรมราชานุสาวรีย์ที่ประดิษฐาน ณ ค่ายหลวงบ้านไร่ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องเสือป่าประทับนั่งบนพระเก้าอี้สนาม (เก้าอี้ผ้าใบ) ทอดพระเนตรบริเวณทุ่งซ้อมรบ ได้มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑
มหาวิทยาลัยศิลปากรมีโครงการที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชวังสนามจันทร์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
















