.:: ลัทธิตันตระ - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
ลัทธิตันตระ
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

        ลัทธิตันตระ เดิมเป็นของฮินดู ซึ่งเชื่อว่าเทพเจ้าต้องมีศักติหรือชายา เพื่อเสริมอำนาจบารมี เช่น พระศิวะต้องมีศักติชื่อ อุมา หรือกาลี เป็นต้น ศาสนิกนี้ชอบปิดบังคำสอนจึงไม่รู้ว่าเกิดในยุคใด แต่มาแพร่หลายหลังพุทธศตวรรษที่ 10-11 โดยซึมซาบเอาความเชื่อดั้งเดิมในจารีตวรรณกรรม และผสมปรัชญาพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาแบบตันตระถือเป็นวิวัฒนาการความคิดสร้างสรรค์ในอินเดีย

สารบัญ

[แก้ไข] การพัฒนาการ 3 ระดับของพุทธแบบตันตระ

รูปเคารพในลัทธิวัชรยาน
รูปเคารพในลัทธิวัชรยาน
  • ระยะที่ 1 มันตรยาน
เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 9- 10 จากนั้นก็พัฒนาการนำสิ่งใหม่เข้ามาสู่พุทธศาสนามีพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เพื่อการบรรลุธรรม โดยนำเอา มันตระ มุทรา มัณฑละ และเทพเจ้าเข้ามาในพุทธศาสนาอย่างไม่เป็นระบบ เช่น การท่องบ่นมนต์ หรือ ธารณีแตกต่างกัน บูชาเทพเจ้า หรือพระโพธิสัตว์องค์ใดก็ได้ แล้วทำเครื่องหมาย มุทรา หรือนิ้วมือให้ถูกต้องก็จะศักดิ์สิทธิ์หรือสำเร็จผลได้
  • ระยะที่ 2 วัชรยาน
พระพุทธศาสนานิกายนี้ได้พัฒนาคำสอนเป็นระบบตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 โดยผสมผสานกับคำสอนเดิมทุกสายกับหลักของพระเจ้า 5 พระองค์ มีอาทิพุทธเจ้า เป็นต้น หลักการปฏิบัติเด่นชัด คือ สหัชญาณ เหมือนกับพุทธนิกายเซนในจีน คือเน้นการปฏิบัติ รู้แจ้งภายใน ถ่ายทอดผ่านคำปริศนาไม่ผูกมัดตัวเองด้วยคำสอนเก่า หรือคำสอนกำจัดแบบตายตัว วัชรยานนี้มีในทิเบต และภูฏานในปัจจุบัน
  • ระยะที่ 3 กาลจักร หรือ กาฬจักร
หมายถึงวงล้อแห่งเวลา เป็นพัฒนาการยุคสุดท้ายของพุทธศาสนาแบบตันตระ โดยประสานความคิดที่แตกแยกกัน และเน้นโหราศาสตร์ ถือว่ามีศักติประจำพระพุทธเจ้า พระอิศวรปางดุร้าย และพระโพธิสัตว์ปางดุร้ายพร้อมกับมีธรรมบาล หรือยิดัมคุ้มครองรักษา กาฬจักรนี้เคยรุ่งเรืองในอินโดนีเซียมาก่อนศาสนาอิสลามจะมีอิทธิพล

[แก้ไข] พระสงฆ์ในลัทธิ

        พระในที่นี้ไม่เรียกว่าภิกษุ แต่เรียกว่า นักสิทธะ และถือว่า การปฏิบัติตนตามอำนาจของราคะบุตรผู้บำเพ็ญตนเป็นโพธิสัตว์ย่อมกระทำได้ พุทธศาสนายุคนี้ ได้เกิดสัทธรรมปฏิรูปมากกว่าเดิม พระสงฆ์ทำตนเหมือนพ่อมดหมอผีขมังเวทย์มากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของชาวบ้านธรรมดา ที่ไม่เห็นคุณค่าหลักธรรมที่แม้จริง สิทธะทื่มีชื่อเสียงในยุคนั้น คือ สิทธะมาตังคี สิทธะอานันทวันทะวัชระ สิทธะญาณปาทะ เป็นต้น ต่อมาสิทธะได้แยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

  • กลุ่มทักษิณาจารี
ทักษิณาจารี แปลว่า ผู้ประพฤติด้านขวา พวกนี้ยังประพฤติตนตามพระธรรมวินัย ยังรักษาพรหมจรรย์ ยังรักษาสถานะความเป็นสงฆ์ได้มากพอสมควร
  • กลุ่มวามจารี
วามจารี แปลว่า ผู้ประพฤติด้านซ้าย พวกนี้ ประพฤติตนเลอะเลือนไม่รักษาพรหมจรรย์ มีภรรยามีครอบครัว ทำตนเป็นพ่อมดหมอผีมากขึ้น ชอบอาศัยอยู่ในป่าช้า ใช้หัวกะโหลกเป็นบาตร มีภาษาลึกลับใช้สื่อสาร เรียกว่า สนธยาภาษา เกณฑ์ให้พระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ มีศักติ คือ ภรรยาคู่บารมี พระพุทธปฏิมาก็มีปางกอดศักติ พวกเขาถือว่า การที่จะบรรลุพระนิพพานได้ ต้องมีธาตุชาย และหญิงมาผสมผสานกัน คือ ธาตุชายเป็นอุบาย ธาตุหญิงเป็นปรัชญา เพราะฉะนั้นอุบายต้องบวกกับปรัชญา จึงจะบรรลุพระนิพพานได้

[แก้ไข] การเปลี่ยนศีล 5 เป็น ม.ทั้ง 5

        การปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นในนิพพานนั้น ต้องเข้าถึง ศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยอริยมรรคเป็นองค์แปดนั้น วัชรยานถือว่าการหลุดพ้นคือการเสพกามอันศักดิ์สัทธิ์กับโยนิ นักสิทธะควรบำรุงด้วย ม.ทั้ง 5 คือ

  1. มัทยะ คือ น้ำเมา
  2. มางสะ คือ เนื้อ
  3. มัศยา คือ ปลา
  4. มุทรา คือ การยั่วให้เกิดกำหนัด
  5. ไมถุนธรรม คือ เมถุนธรรม

        ในหนังสือคุรุมาสได้สอนให้มีการเหยียบย่ำแม้กระทั่งศีล 5 สนับสนุนให้มีการฆ่า การลัก การเสพเมถุนธรรม และการดื่อน้ำเมา ผู้ที่จะเข้าทำตามพิธีลัทธิตันตระจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะถือว่าเป็นการบูชาศักติ ในสถานที่บางแห่ง เมื่อผู้หญิงจะไหว้พระ จะต้องเปลื้องเครื่องแต่งตัวออกทั้งหมด แล้วแสดงการร่ายรำไปจนเสร็จพิธี

[แก้ไข] เป็นต้นเหตุของการเสื่อมของพุทธศาสนาในอินเดีย

ลัทธิตันตระได้บิดเบือนคำสอนจากพุทธศาสนาแบบเดิมมากขึ้น ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะจะดึงศาสนิกจากฮินดูให้มานับถือด้วย แต่การกระทำเช่นนี้ทำให้คุณภาพของศาสนิกเสื่อมลง ศาสนิกเริ่มเบื่อกับคำสอน และท้ายที่สุด คือ ถูกฮินดูกลืนจนแยกไม่ออกว่าเป็นชาวพุทธหรือชาวฮินดู


 
 
 
   Hosted by kapook.com