.:: เต่าทะเล - คลังปัญญาไทย ::. .:: คลังปัญญาไทย : PanyaThai.or.th ::.
ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพี่นาง ,สมเด็จพระพี่นาง
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
หน้าแรกคลังปัญญาไทย
เต่าทะเล
 

จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี

Jump to: navigation, search

พระราชดำริเกี่ยวกับการอนุรักษ์เต่าทะเล

          สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีน้ำพระราชหฤทัยห่วงใยที่เต่าทะเล ทรงตระหนักว่าทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของไทยนับวันมีแต่จะลดน้อยลง มีสัตว์หลายชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์ โดยเฉพาะเต่าทะเล เช่น เต่ามะเฟือง เต่าตนุ เต่ากระ เต่าหญ้า เต่าตาแดง ซึ่งในอดีตเคยมีเป็นจำนวนมาก บัดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากราษฎรนิยมเก็บไข่เต่าทะเลไปซื้อขายเพื่อประกอบอาหาร แม้กรมประมงจะขอแก้ไขกฎหมายประมง เมื่อพ.ศ.2493 กำหนดให้ผู้ครอบครองเต่าทะเลมีความผิดตามกฎหมาย แต่สถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้น


เต่ามะเฟือง

          สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยได้พระราชทาน เกาะมันใน จังหวัดระยอง ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้นถวายให้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ จัดเป็นศูนย์กลางอนุรักษ์และเพาะขยายพันธุ์เต่าทะเล พระราชทานชื่อว่า โครงการสมเด็จฯอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เริ่มเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2522 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ผู้แทนจากกรมประมง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เต่าทะเล เพื่อนำไปใช้ในการแพร่ขยายพันธุ์ศูนย์อนุรักษ์และเพาะขยายพันธุ์เต่าทะเลนี้

          ต่อมาเมื่อโครงการสิ้นสุดลงได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล สังกัดกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ห่างจากชายฝั่งอ่าวมะขามประมาณ 6 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 137 ไร่ อันมีสภาพภูมิประเทศเป็นชายฝั่งยาว 1,200 เมตร กว้าง 550 เมตร ประกอบด้วย หาดทรายและโขดหินน้อยใหญ่จำนวนมาก เป็นแหล่งที่เต่าทะเลชอบขึ้นมาวางไข่ ทั้งเต่ากระและเต่าตนุ ขณะเดียวกันก็ได้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยห้ามการจับและมีไว้ในครอบครองอีกด้วย

          ศูนย์ฯมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยชีววิทยาของเต่าทะเลอนุรักษ์ และเพิ่มจำนวนโดยการเพาะขยายพันธุ์ปล่อยสู่ทะเลตามธรรมชาติ โดยวิธีนำไข่เต่าทะเล ซึ่งส่วนใหญ่ได้จาก เกาะคราม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ในความดูแลของกองทัพเรือ นำมาเพาะฟัก และอนุบาล เมื่อลูกเต่ามีอายุประมาณ 6 เดือน จะติดเครื่องหมายเพื่อติดตามผล นำปล่อยลงสู่ทะเล ลูกเต่าส่วนหนึ่งนำไปเลี้ยงไว้เป็นแม่พันธุ์พ่อพันธุ์ต่อไป กรมประมงประกาศขอให้ผู้พบเต่าทะเลที่ติดเครื่องหมายนำส่งคืนศูนย์ เพื่อเป็นข้อมูลศึกษาค้นคว้าวิจัย และยังทดลองเลี้ยงเต่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เพื่อให้ผสมพันธุ์และวางไข่ ซึ่งประสบความสำเร็จ สามารถขยายพันธุ์ลูกเต่าให้มีจำนวนมากขึ้น นำมาอนุบาลแล้วปล่อยคืนสู่ท้องทะเล

สถานที่ดำเนินการอนุรักษ์เต่าทะเล มี 2 แห่ง คือ

  1. เกาะมันใน ดำเนินการเลี้ยงเต่าทะเลตั้งแต่แรกเกิดจนโตขึ้น วัดขนาดตามที่กำหนดแล้วนำไปเลี้ยงไว้ในคอกในทะเลซึ่งมีเนื้อที่ขนาด 30 ไร่ แล้วศึกษาเก็บข้อมูล
  2. เกาะคราม อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ ศึกษาวิจัยเก็บข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของเต่าทะเลตามธรรมชาติ โดยติดเครื่องหมายที่แม่เต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่ประมาณเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม พบว่าแม่เต่าตัวเดิมจะกลับมาวางไข่ห่างกัน 2-3 ปี หรืออาจจะถึง 5 ปี และเก็บข้อมูลแม่เต่าใหม่ที่ขึ้นมาวางไข่ และศึกษาพบว่ามีประชากรเต่าทดแทนกันพอสมควร

          ในปัจจุบัน สถานีอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลในชื่อ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล อยู่ในการดูแลของกองทัพเรือ ที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เปิดให้ประชาชนนักท่องเที่ยวเข้าชม และศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เต่าทะเล และขายเต่าให้แก่ผู้ประสงค์จะปล่อยเต่า นำรายได้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการเพาะขยายพันธุ์และศึกษาวิจัยเต่าทะเลต่อไป รวมทั้งรับบริจาคด้วย

          สถานีอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กรมประมง ที่จังหวัดระยองนี้ นอกจากดำเนินการศึกษาวิจัยการเพาะฟักไข่เต่าทะเล การผสมพันธุ์ การวางไข่ การอนุบาล การเลี้ยง ศึกษาพฤติกรรม ดูแลรักษาและป้องกันโรคของเต่าทะเลแล้ว ยังศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปะการังชนิดต่างๆ การแพร่กระจายเติบโตของแนวปะการัง การอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการัง รวมทั้งศึกษาวิเคราะห์การเจริญเติบโต การแพร่กระจายของหอยมือเสือ การปล่อยหอยมือเสือลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัยของพยูน การกระจายและแพร่พันธุ์ การเจริญเติบโตของพยูน ตลอดจนศึกษาและสำรวจแหล่งหญ้าทะเลชนิดต่างๆที่เป็นอาหารของพยูน สัตว์น้ำที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในประเทศไทยด้วย

          นอกจากโครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลจะได้ดำเนินโครงการสนองพระราชปณิธานเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเต่าทะเล เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติแล้วโครงการฯ ยังได้นำเสนอต่อกระทรวงพาณิชย์ให้ออกประกาศห้ามส่งกระดองเต่าทะเลเป็นสินค้าออกตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 (ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2523) พร้อมทั้งเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการอนุรักษ์เต่าทะเลโดยห้ามครอบครองกระดองเต่าทะเลและผลิตภัณฑ์จากเต่าทะเล ผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทรปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

          โครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลที่เกาะมันในประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์เต่าทะเลได้เอง โดยวิธีการนำไข่เต่าจากธรรมชาติมาฟักแล้ว ไปเพาะเลี้ยงในบ่ออนุบาล เมื่อเติบโตพอจะดำรงอยู่ด้วยตัวเองได้ก็จะปล่อยกลับลงสู่ทะเล เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตามธรรมชาติได้ต่อไป

          พระมหากรุณาธิคุณใน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์และขยายพันธุ์เต่าทะเลนี้ ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวในหมู่ประชาชน ในด้านการอนุรักษ์สัตว์น้ำ เพื่อให้ดำรงอยู่คู่ท้องทะเลไทย ซึ่งจะเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย และแสดงให้สังคมโลกประจักษ์ในบทบาทของไทย และความมุ่งมั่นมานะพยายามในการอนุรักษ์ธรรมชาติ สรรพสัตว์ และความสามารถในการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วย


สารบัญ

[แก้ไข] อาหารและการกินอาหารของเต่าทะเล


          เต่าทะเล เป็นสัตว์ที่กินพืชและสัตว์เป็นอาหาร ส่วนเต่าตนุวัยอ่อนจะกินพวกสัตว์เล็กๆ และเมื่อโตขึ้นจะกินพืชเพียงอย่างเดียว ส่วนเต่ากระที่จับมากทำการเลี้ยงไว้นั้นสามารถกินสัตว์ได้ โดยธรรมชาติแล้วจะไม่พบสัตว์ในกระเพาะของมันตากตัวอย่างที่ได้พบเต่าติดอวนและตายลง เนื่องจากคอหัก เมื่อผ่าดูและตรวจดูที่บริเวณกระเพาะของมัน ปรากฏว่ามีแต่พืช เช่น สาหร่าย (Sargassum sp.) และ สาหร่ายสีเขียว (green algae) อยู่เป็นจำนวนมาก ไม่พบสัตว์ในกระเพาะเต่าตนุ ซึ่งไม่เหมือนกับเต่ากระที่กินอาหารพวกสัตว์เล็กๆ เช่น แมงกะพรุน กุ้ง ปู ปลา หอย และพืช รวมทั้งตะไคร่น้ำตามแนวหิน

          ในระหว่างเวลาในตอนกลางวันจะไม่พบเต่าทะเลในบริเวณน้ำตื้น จึงสันนิษฐานได้ว่าเต่าทะเลคงจะหากินในเวลากลางคืนและช่วงเวลานั้นขึ้น แต่ในบางครั้งพบเต่าทะเลในบริเวณน้ำที่มีความลึกประมาณ 13-15 เมตร ในช่วงเวลากลางวัน และด้วยเต่าทะเลเป็นสัตว์ที่ใช้ปอดในการหายใจจึงทำให้บ่อยครั้งที่พบเต่ทะเลขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ เมื่อเต่าทะเลขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำก็จะสามารถปรับหรือลดความดันของบรรยากาศายในได้รวดเร็วและไม่เป็นอันตราย อันเป็นคุณสมบัติพิเศษกว่าสัตว์น้ำชนิด ยกเว้นสัตว์น้ำที่เลี้ยงลูกด้วยนำบางชนิดเท่านั้น

          นอกจากนี้เต่าทะเลยังมีสัญชาติญาณอีกหลายประการที่น่าสนใจ เช่น การรู้ทิศทางของทะเลในการขึ้นมาวางไข่ หรือแม้แต่ลูกเต่าทะเลที่เพิ่งออกจากไข่และหลุมใหม่ๆ จะมีความสามารถรู้ทิศทางในการลงสู่ทะเลได้ถูกต้อง และความสามารถที่สำคัญอีกอย่างของเต่าทะเลก็คือการรู้เวลาว่าเมื่อใดเป็นเวลาน้ำขึ้นและน้ำลง ซึ่งทำให้เต่าทะเลสามารถระบุเวลาที่เหมาะสมได้ เป็นต้น


[แก้ไข] สถานที่เต่าทะเลวางไข่


          สถานที่และบริเวณที่เต่าทะเลแต่ละชนิดใช้ในการวางไข่จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ เต่าทะเลจะขึ้นไปวางไข่ในบริเวณหาดทรายที่อยู่เหนือระดับน้ำขึ้น และหาดนั้นจะต้องมีลักษณะเป็นทรายขาวและสะอาด ซึ่งเต่าทะเลจะสร้างรังไข่เหนือระดับที่ขึ้นสูงสุด แต่ก็มีเต่าทะเลบางตัวที่ขึ้นวางไข่ไกลจากระดับน้ำขึ้นสูงสุดถึง 200 เมตร


[แก้ไข] เพศ และลักษณะของเพศในเต่าทะเล


          เต่าทะเลเพศผู้และเพศเมียแยกอยู่กันคนละตัว (Sex Dimorphism) และอวัยวะสืบพันธุ์จะอยู่ภายนอกลำตัว ที่เรียกว่า Intromittent Organ ซึ่งลักษณะเพศของเต่าทะลเจะสามารถเห็นได้ชัดเจนหรือไม่ชัดเจนก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเต่าทะเล เพศของเต่าทะเลจะอยู่ท้ายสุดของลำตัวมีลักษณะคล้ายหาง อวัยวะเพศผู้จะมีลักษณะใหญ่ ยาว และโค้งลงเล็กน้อยกว่าอวัยวะเต่าทะเลเพศเมีย

          ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมในการผสมพันธุ์ กระดองหนังของเพศเมียจะมีลักษณะโค้งออกด้านข้างเล็กน้อยในเต่าทะเลบางชนิด ส่วนเต่าทะเลเพศผู้จะมีกระดองหลังที่นูน และมีส่วนแคบยาวกกว่าเต่าทะเลเพศเมีย ระยางค์คู่หน้าของเต่าทะเลเพศผู้จะมีลักษณะยาวกว่าเต่าทะเลเพศเมีย ลักษณะเพศของเต่าทะเลจะยังไม่ปรากฏให้เห็นชัดในระยะวันอ่อนของเต่าทะเล


[แก้ไข] การผสมพันธุ์ของเต่าทะเล


          การผสมพันธุ์ของเต่าทะเลเป็นการผสมพันธุ์แบบภายใน (Internal Fertilization) การผสมพันธุ์ในแต่ละครั้งของเต่าทะเลใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง และจะอยู่ในช่วงเวลาน้ำขึ้น โดยที่เต่าทะเลเพศผู้จะใช้อุ้งเท้า (Forelimp) ประกบจับด้านหลังของเต่าทะเลเพศเมีย หลังจากนั้นเต่าทะเลเพศผู้จะขึ้นคล่อมอยู่บนหลังเต่าทะเลเพศเมีย โดยใช้ระยางค์ทั้งสี่จับแน่นพร้อมกันนั้น เต่าทะเลเพศผู้และเพศเมียจะยื่นอวัยวะเพศของทั้งสองมาพบกัน และเต่าทะเลเพศผู้ก็จะถ่ายน้ำเชื้อเข้าสู่อวัยวะเพศเมียเข้าสู่ท่อมดลูกซึ่งแยกออกเป็นสองท่อ หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 สัปดาห์แม่เต่าตัวนั้นก็จะขึ้นมาวางไข่

          อวัยวะของเต่าและเพศเมีย จะสามารถเห็นได้ชัดเจนในขณะวางไข่ ซึ่งจะมีลักษณะยื่นยาวออกมา และจะหดเมื่อทำการวางไข่เสร็จ ตัวอย่างเช่น เต่าตนุที่ขึ้นมาวางไข่ที่หาดไม้ขาว ในคืนของวันที่ 29 พฤศจิกายน 2507 ออกไข่ 132 ฟอง และสามารถวัดอวัยวะเพศเมียได้ มีขนาดของความยาวประมาณ 6 นิ้วฟุตเศษ อวัยวะส่วนนี้ประกอบด้วยผิวหนังที่มีความยืดหยุ่น


[แก้ไข] การสร้างรังและการวางไข่


          แม่เต่าทะเลที่ขึ้นวางไข่จะมีอายุประมาณ 15-18 ปีขึ้นไป และเชื่อว่าเต่าที่มีอายุถึง 100 ปีก็สามารถขึ้นมาวาไข่ได้เช่นกัน แม่เต่าทะเลใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงในการขุดทรายเพื่อทำหลุมวางไข่ เต่าทะเลที่พร้อมจะวางไข่จะขึ้นมาทำการวางไข่บนหาดทรายในเวลาเดือนมืดและมีคลื่นลมแรง ฟ้าคะนอง และมีฝนตก และเมื่อแม่เต่าทะเลขึ้นมาบนหาดทรายแล้วก็จะหาที่ๆ เหมาะสมขุดหลุมทำรังวางไข่ โดยที่บริเวณนั้นและขณะนั้นจะต้องปราศจากสิ่งรบกวนที่จะทำอันตรายต่อตัวมัน เมื่อได้สถานที่เหมาะสมก็จะเริ่มใช้ขาหน้าทำการขุดหลุม หลังจากนั้นก็จะลงไปหมอบในหลุมแล้วใช้ระยางค์คู่หลังทำการขุดต่อไป โดยที่มันจะหันหรือหมุนตัวเองไปตามทิศทางที่ต้องการจะเอาทรายขึ้นโดยรอบ เมื่อมันเห็นว่าหลุมที่ขุดมีความลึกพอสมควร คือประมาณ 60 ซม. แต่บางหลุมอาจจะมีความลึกถึง 1-2 เมตร หรือบางหลุมก็ตื้นประมาณ 15 ซม. ก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่บริเวณนั้นว่ามีสภาพเป็นอย่างไร เมื่อแม่เต่าขุดหลุมได้ขนาดที่ต้องการแล้ว มันจะคลานไปข้างหน้าเพื่อให้เหลือที่ในการวางไข่

          ในการวางไข่นั้นแรกเริ่มมันจะขับนั้นเมือกออกมารองรับที่ก้นหลุม เพื่อเป็นการช่วยในการหล่อลื่นและเพื่อห้องกันการสูญเสียน้ำในใข่ขณะวางไข่ กล่าวคือ ไข่เต่าทะเลในระยะที่ผิวยังบางอยู่นั้น เมื่อมาถูกกับน้ำเมือก จะทำให้น้ำเมือกเกาะไข่และแห้งเป็นฝุ่นสีขาวนวลหุ้มอยู่ช่วยในการระเหยของน้ำจากภายใน จากนั้นแม่เต่าก็จะวางไข่ และในขณะนี้เองที่น้ำตาของมันจะไหลออกมา ซึ่งชาวบ้านเข้าใจว่าเต่าทะเลร้องไห้ แต่ทั้งนี้เป็นเพราะทรายเข้าตา หรือเป็นเพราะความเจ็บปวดในการวางไข่ก็เป็นได้ ในระยะการวางไข่นี้จะใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนไข่ที่แม่เต่าไข่ออกมา หลังจากวางไข่เรียบร้อยแล้ว มันจะทำการกลบและทับหลุมที่วางไข่ด้วยทรายจนมีสภาพเหมือนเดิม โดยการใช้ระยางคู่หลังทำการกลบหลุม ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 10 นาที ก่อนที่กลับลงสู่ทะเล แต่มีแม่เต่าบางตัวที่ขึ้นมาวางไข่แล้วไม่ยอมกลับทะเล ซึ่งส่วนมากจะเป็นเต่าทะเลที่มีอายุมาก บางตัวจะมีการขุดหลุมหลอก บางตัวจะรอเฝ้าไข่ถึงรุ่งเช้า และบางตัวจะมีการขุดหลุมแต่ไม่มีการวางไข่ในหลุมนั้น อาจมาจากการถูกรบกวนที่กำลังจะวางไข่ หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ ก็ตาม


[แก้ไข] จำนวนไข่ของเต่าทะเล


          จากการศึกษาพบว่าเต่าทะเลที่มีอายุน้อยจะออกไข่ได้น้อย ส่วนเต่าทะเลที่มีอายุมากจะมีการออกไข่ได้มากกว่า จากข้อมูลที่ทำการสำรวจที่ จังหวัดภูเก็ต พบว่าแม่เต่าทะเลวางไข่เฉลี่ยแล้วประมาณ 120 ฟองต่อหนึ่งครั้ง และมีจำนวนมากที่สุด 226 ฟอง ต่ำสุด 3 ฟอง และบางหลุมไม่พบไข่เต่าเลย


[แก้ไข] การดูอายุของเต่า


          อายุของเต่าทะเลมิได้ตัดสินกันที่ขนาดตัวของเต่าทะเล แต่จะพอใช้การสังเกตจาก ในเต่าทะเลที่มีอายุมาก สีของเกล็ดจะมีสีคล้ำ และมีพวกหอยนางลม เพรียง และสิ่งแปลกปลอมเกาะติดที่กระดองหลัง และสังเกตอายุของเต่าทะเลได้จากการดูจำนวนไข่ที่เกิด ในเต่าที่มีอายุมาก ๆ อาจจะไม่สามารถออกไข่ได้เลย ส่วนในเต่าที่อายุน้อยจะสามารถออกไข่ได้ไม่มาก หรือได้จำนวนที่มาก็เป็นได้ นอกจานี้ ขนาดของไข่ก็สามารถบอกอายุได้ ถือถ้าเป็นไข่ของเต่าทะเลที่มีอายุมากแล้ว จะมีขนาดของไข่ที่ใหญ่กว่าในแม่เต่าที่มีอายุน้อยๆ


[แก้ไข] เวลาและอาการในการวางไข่


          โดยทั่วไปแม่เต่าทะเลจะขึ้นมาวาไข่ในเวลาเดือนมืด ระหว่างเวลาประมาณ 21.00-04.00 นาฬิกา หรืออาจจะช้าและเร็วกว่านี้ และตามปกติแม่เต่าทะเลจะขึ้นวางไข่หลังจากได้รับน้ำเชื้อจากตัวผู้ประมาณ 1 สัปดาห์ และจะขึ้นมาวางไข่ประมาณ 2-4 ครั้งต่อหนึ่งปีในฤดูวางไข่ ซึ่งจะกินเวลาห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากการวางไข่ครั้งก่อน จำนวนของไข่จะลดลงตามลำดับการวางไข่ ระยะที่มีน้ำขึ้นสูงสุด เดือนมืด ลมแรง และหากมีฝนตกจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่แม่เต่าจะขึ้นมาวางไข่ และเมื่อขณะที่แม่เต่ากำลังวางไข่ ถ้าถูกรบกวนแม่เต่าจะไม่ยอมออกไข่เลย แม่เต่าทะเลออกไข่เป็นชุดๆ ละ 2 หรือ 4 ฟอง

          แม่เต่าทะเลที่ทำการวางไข่แล้ว ยังปรากฏว่ามีไข่อยู่ข้างในอีก 2-3 เท่า ของไข่ที่ออกมาในครั้งแรก จากผลการสำรวจไข่ภายในของเต่าทะเล (เต่าตนุ) ที่ติดอวนและคอหักตาย เมื่อทำการผ่าดูไข่ภายใน พบว่ามีไข่อ่อนในระยะต่าง ๆ จำนวน 310 ฟอง เป็นไข่ที่ไม่มีเปลือกหุ้ม ส่วนมากประกอบด้วยไข่แดง มีท่อเก็บไข่ 2 ท่อ ซึ่งแต่ละท่อมีขนาดความยาวประมาณ 2 เมตร และจะมาบรรจบเป็นท่อเดียวที่ใกล้อวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งจาการศึกษาถึงไข่ในระยะ ต่าง ๆ พอที่สรุปได้ว่าแม่เต่าทะเลสามารถผลิตไข่ได้ตลอดทั้งปี แต่ในเรื่องของฤดูกาลในการวางไข่ยังไม่ทราบแน่ชัด หากจะต้องทำการศึกษากันต่อไป แต่ส่วนมากฤดูวางไข่ของเต่าทะเลจะขึ้นอยู่กับท้องที่ การอยู่ในบริเวณเส้นรุ้ง และความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่เหมาะสม


[แก้ไข] ระยะที่ไข่ใช้ในการฟักตัว


          ในความเชื่อของคนทั่วไปเต่าทะเลจะฟักตัวประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากการวางไข่ของแม่เต่าทะเล แต่จากการศึกษาพอที่จะสรุปได้ คือ

  • เต่ากระจะใช้เวลาในในการฟักตัวเร็วกว่าเต่าชนิดอื่น คือประมาณ 45-53 วัน
  • เต่าตนุจะใช้เวลาในการฟักเป็นตัว ประมาณ 47-58 วัน
  • เต่าหญ้าจะใช้เวลาในการฟักเป็นตัวประมาณ 60 วัน
  • เต่ามะเฟือง ใช้เวลาในการฟักเป็นตัว ประมาณ 58-65 วัน

          หลังจากที่ลูกเต่าทะเลฟักออกจากไข่จะยังไม่ออกจากหลุมทันที จนกว่า 2-3 วันผ่านไป ลูกเต่าทะเลจึงจะหันหัวขึ้นในลักษณะเตรียมโผล่พ้นพื้นทราย ตัวใดไม่สามารถโผล่พ้นทรายได้ก็จะตาย และโดยสัญชาติญาณเมื่อลูกเต่าโผล่พ้นทรายมาก็จะลงสู่ทะเลทันที ซึ่งเป็นในช่วงเวลากลางคืน

          จากการศึกษาลูกเต่าวัยอ่อนอายุประมาณ 2-4 สัปดาห์ พบว่าเมื่อทำการปล่อยลูกเต่าแล้ว ลูกเต่าจะเริ่มว่ายน้ำแข่งกันออกสู่ทะเลลึก แต่มีบางตัวที่ว่ายหลบซ่อนอยู่ตามโขดหินและหมู่ปะการัง และจาการศึกษายังพบอีกว่าลูกเต่าตนุที่มีอายุ ประมาณ 3 เดือนขึ้นไป ลูกเต่าจะมีกระดองที่แข็งและว่ายน้ำได้ว่องไว จะมีขนาดความยาวประมาณ 4-5 นิ้ว ซึ่งเป็นระยะที่ปลอดภัยจาการเป็นอาหารของปลาและนก นอกจากนี้เรื่องเต่าทะเลที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ลูกเต่าทะเลที่มีขนาดเล็กกว่า 1 กก. จะไม่พบเห็นอยู่ตามธรรมชาติ


[แก้ไข] ศัตรูของไข่และลูกเต่าทะเล


          ศัตรูของไข่และลูกเต่าทะเลบนพื้นบกที่สำคัญก็มี คน สุนัขที่ใช้เท้าหน้าขุดหลุม ส่วนแรน (ตะกวดชนิดหนึ่ง) จะใช้หางขุดทรายเอาไข่และลูกเต่าทะเลวัยอ่อนมากินเป็นอาหาร และส่วนในระยะที่ลูกเต่าทะเลออกจากหลุมและลงสู่ทะเลก็อาจตกเป็นเหยื่อแก่นก ปลาใหญ่และฉลาม


[แก้ไข] สถานการณ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

          ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งประกอบด้วย ป่าชายเลน ชายหาด น้ำทะเล ปะการัง รวมไปถึงสัตว์น้ำต่างๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งมีความสวยงาม อย่างไรก็ดี ทรัพยากรเหล่านี้กำลังถูกคุกคาม เอาเปรียบจากมนุษย์ที่ไม่ทราบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมต่อการถ่ายเทสารอาหารและพลังงานระหว่างระบบนิเวศป่าบกและระบบนิเวศทางทะเล จึงมีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เป็นแหล่งอาหารที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำ ช่วยป้องกันชายฝั่งจากการพังทลาย และช่วยชะลอความเร็วของกระแสน้ำ สำหรับความสำคัญต่อมนุษย์ ป่าชายเลนเป็นแหล่งไม้ใช้สอย ไม้ฟืน ถ่าน ไม้เสาเข็ม แหล่งสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และยังมีศักยภาพในการบำบัดน้ำเสียของชุมชนอีกด้วย

          จากอดีตถึงปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทยได้ถูกบุกรุกทำลาย และมีบางส่วนถูกเปลี่ยนสภาพไปใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง โดยเฉพาะการเลี้ยงกุ้ง แหล่งชุมชน แหล่งอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม เป็นต้น ทำให้ป่าชายเลนที่เหลืออยู่ก็มีสภาพเสื่อมโทรม ดังนั้น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำโครงการปลูกป่าชายเลนถาวรเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงพระชนมายุ 72 พรรษา เพื่อสนองแนวพระราชดำริของพระราชินีในการฟื้นฟูป่าชายเลน โดยมีกิจกรรมหลัก ได้แก่ การปลูกป่าชายเลนในพื้นที่สำคัญเร่งด่วน และการกำหนดเขตพิทักษ์ป่าชายเลนรักษ์สัตว์น้ำ

          นอกเหนือจากป่าชายเลนแล้ว ประเทศไทยยังมีแนวปะการังที่สวยงามและมีความสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันแนวปะการังอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมเนื่องจากมีการใช้ประโยชน์จนเกินศักยภาพในการรองรับ ซึ่งความเสื่อมโทรมของแนวปะการังอาจมีสาเหตุมาจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การขุดแร่หรือการก่อสร้างบริเวณชายฝั่ง การระเบิดปลา การท่องเที่ยวที่เกินศักยภาพในการรองรับและขาดจิตสำนึก การลักลอบเก็บปะการังหรือปลาสวยงาม เป็นต้น อย่างไรก็ตามสภาพแนวปะการังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงดำเนินการติดตามศึกษาการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในขณะนี้ได้กำลังดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวปะการังให้มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ทำให้ทราบว่าแนวปะการังทางฝั่งอ่าวไทยมีสภาพเสื่อมโทรมลงจากเดิมมาก ส่วนทางฝั่งทะเลอันดามันมีแนวโน้มว่าแนวปะการังฟื้นตัวอยู่ในสภาพดีขึ้นกว่าเดิม

          นอกจากนี้ในทะเลไทยยังพบหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย และแหล่งเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำ เราจะพบหญ้าทะเลได้ทั้งชายฝั่งทะเลอันดามันและชายฝั่งอ่าวไทย แต่ปัจจุบันมีความเสื่อมโทรมลง เนื่องจากตะกอนโคลนและทรายจากการพัฒนาชายฝั่งและการทำเหมืองแร่ในทะเล

          นอกจากพืชแล้ว ทะเลไทยยังพบสัตว์หายาก เช่น เต่าทะเล ซึ่งพบในประเทศไทย 5 ชนิด ได้แก่ เต่าตนุหรือเต่าแสงอาทิตย์ เต่ากระ เต่ามะเฟือง เต่าหญ้าหรือเต่าสังกะสีหรือเต่าทะเลริดเลย์ และเต่าหัวฆ้อนหรือเต่าหัวโตหรือเต่าลอกเกอร์เฮด แต่จำนวนเต่าลดลงกว่าเมื่อ 15 ปีก่อนถึงร้อยละ 90 สาเหตุที่ทำให้เต่าทะเลลดลงเกิดจากอัตราการรอดของลูกเต่าทะเลเองในธรรมชาติต่ำมากและใช้เวลานานกว่าจะถึงวัยเจริญพันธุ์ การลักลอบเก็บไข่เต่าเพื่อไปรับประทาน หรือติดเครื่องมือประมงทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ สภาพแวดล้อมชายฝั่งเสื่อมโทรม หลักการอนุรักษ์ที่ถูกต้องและได้ผลระยะยาว คือการควบคุมสภาพแวดล้อมแหล่งที่อยู่อาศัยตลอดจนควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เต่าทะเลลดลง และปล่อยเต่าให้มีโอกาสแพร่ขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติ

          พะยูนเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่นับวันยิ่งหายากขึ้นในทะเลไทย ทั้งที่ในอดีตเคยมีอยู่มากในทะเลทั้งชายฝั่งทะเลอันดามันและชายฝั่งอ่าวไทย จากการสำรวจทางฝั่งทะเลอันดามันในปี พ.ศ. 2544 พบพะยูนที่จังหวัดตรังเพียง 123 ตัว ส่วนจังหวัดอื่นๆ พบเพียงกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 1-18 ตัว สาเหตุเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยจากธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมชายฝั่งมีผลกระทบต่อพะยูน เนื่องจากพะยูนกินหญ้าทะเลเป็นอาหารซึ่งอยู่บริเวณชายฝั่ง ประกอบกับพะยูนมีลักษณะอุ้ยอ้าย ง่ายต่อการทำร้ายและถูกล่า นอกจากนี้หญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารก็ลดน้อยลง ปัจจัยจากมนุษย์ ประชาชนในท้องถิ่นยังนิยมบริโภคเนื้อพะยูนอยู่ ทำให้มีการลักลอบฆ่า อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐได้มีมาตรการการอนุรักษ์ขึ้น โดยออกเผยแพร่ความรู้และทำความเข้าใจกับประชาชนถึงความสำคัญของพะยูน การรักษาหญ้าทะเลซึ่งเป็นอาหารหลักของพะยูน การงดใช้เครื่องมือที่เป็นอันตรายต่อชีวิตพะยูน เพื่อคงรักษาชีวิตพะยูนไว้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

 
 
 
© Copy Right www.panyathai.or.th