Views
จาก คลังปัญญาไทย, สารานุกรมฟรี
สตรึงเตรง หรือแปดริ้ว หรือฉะเชิงเทรา เป็นเมืองที่เก่าแก่มีความร่มเย็นภายใต้พุทธบารมีของหลวงพ่อพุทธโสธรอันศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณกาล ในอดีตเคยเป็นเมืองเมืองหนึ่งในมณฑลปราจีนบุรี ได้รับการสถาปนาเป็นจังหวัดในปี พ.ศ. 2459 ในปี พ.ศ. 2459

[แก้ไข] เมืองสำคัญในประวัติศาสตร์ : แปดริ้ว
ฉะเชิงเทรา หรือ แปดริ้ว เป็นจังหวัดในภาคกลางมีประวัติปรากฏ มาตั้งแต่ สมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำบางปะกง และลำคลองทั่วไป โดยมี " หลวงพ่อพุทธโสธร " เป็นศูนย์รวมศรัทธา ของชาวแปดริ้ว
[แก้ไข] ประวัติความเป็นมาเมืองแปดริ้ว
ในอดีตฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมืองจัตวาอยู่ในสังกัดกระทรวง กลาโหม ต่อมาได้ขึ้นอยู่ในสังกัดกรมมหาดไทย และคงอยู่ เช่นนี้เรื่อยมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 เมื่อทรงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง แผ่นดินใหม่ เมืองฉะเชิงเทรามีฐานะเป็นเมืองหนึ่งในมณฑล ปราจีนบุรี และในปี พ.ศ. 2459 จึงได้เปลี่ยนจากเมืองเป็นจังหวัด เรียกว่า"จังหวัดฉะเชิงเทรา"
อนึ่ง ชื่อ “ฉะเชิงเทรา” มีต้นเค้ามาจากหนังสือประชุมพระราชนิพนธ์ภาคปกิณกะ ภาค 1 ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความอ้างถึงเมืองฉะเชิงเทราว่า ชื่อบ้านเมืองเหล่านี้เป็นชื่อไทยบ้าง เขมรบ้าง เป็นสองชื่อทั้งไทยทั้งเขมรบ้างอย่างเมืองฉะเชิงเทราเป็นชื่อเขมร เมืองแปดริ้วเป็นชื่อไทย นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีบางท่านมีความเห็นว่า “ฉะเชิงเทรา” น่าจะเพี้ยนมาจากคำเขมรว่า “สตรึงเตรง” หรือ "ฉ, ทรึงเทรา” ซึ่งแปลว่า “คลองลึก”
ความเห็นนี้คงอาศัยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ด้วย เพราะเมืองฉะเชิงเทราตั้งอยู่สองฝั่งแม่น้ำบางปะกง เมื่อครั้งที่ขอมยังมีอำนาจปกครองแผ่นดินไทยอยู่นั้นเมืองนี้เป็นเมืองที่อยู่ในอำนาจการปกครองของขอมมาก่อน เป็นไปได้ว่าชาวเมืองในสมัยโบราณอาจจะเรียกแม่น้ำบางปะกงว่า “คลองลึก” หรือ “คลองใหญ่” ตามลักษณะที่มองเห็น และด้วยอิทธิพลเขมรจึงได้เรียกชื่อแม่น้ำเป็นภาษาเขมรว่า “สตรึงเตรง”หรือ “ฉ, ทรึงเทรา” ครั้นเรียกกันไปนาน ๆ เสียงก็เพี้ยนกลายเป็น “ฉะเชิงเทรา” เมืองที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำก็พลอยได้ชื่อว่า “ฉะเชิงเทรา” ไปด้วย
ส่วนความเป็นมาของชื่อ “แปดริ้ว” นั้น เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ในลำน้ำอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะปลาช่อนซึ่งเป็นปลาน้ำจืดรสดีมีชุกชุมและมีขนาดใหญ่กว่าปลาช่อนในท้องถิ่นอื่น ๆจนเมื่อนำมาแล่เนื้อเพื่อตากทำปลาแห้งจะแล่เพียงสี่ริ้ว หรือห้าริ้วตามปกติไม่ได้ต้องแล่ออกถึง “แปดริ้ว” เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า “แปดริ้ว” ตามขนาดอันใหญ่โตของปลาช่อนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมือง นอกจากนี้ชื่อ “แปดริ้ว” ยังได้รับอิทธิพลมาจากนิทานพื้นบ้าน คนในท้องถิ่นพนมสารคามเล่าถึงเรื่อง “พระรถ – เมรี”ซึ่งเป็นนิทานเรื่องหนึ่งในปัญญาสชาดกว่า ยักษ์ได้ฆ่านางสิบสองแล้วลากศพไปยังท่าน้ำในบริเวณที่เป็นคลอง “ท่าลาด”แล้วชำแหละศพออกเป็นริ้ว ๆ รวมแปดริ้วแล้วทิ้งลอยไปตามลำน้ำท่าลาด ริ้วเนื้อริ้วหนังของนางสิบสองลอยมาออกยังแม่น้ำบางปะกง ไปจนถึงฉะเชิงเทรา เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า “แปดริ้ว”
ขอขอบคุณข้อมูลจาก












